ตาเฒ่ายืมเงินญาติได้ 3 พันบาท เป็นค่าทนายสู้คดีถูกหลานฟ้องขับไล่

นครพนม – ตาเฒ่ายืมเงินญาติได้ 3 พันบาท เป็นค่าทนายสู้คดีถูกหลานฟ้องขับไล่ คู่กรณีไม่สนสัมพันธ์เครือญาติให้ไปเจอกันที่ศาล

วันที่ 7 กันยายน 2563 นายเริง ผุยเหง้า อายุ 77 ปี บ้านเลขที่ 36 หมู่ 4 บ้านเหล่าสวนกล้วย ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยนายสมชัย แก้วสีขาว จำเลยที่ 2 และ นางเสถียน แก้วสีขาว จำเลยที่ 3 เดินทางไปยังสมาคมนักข่าวจังหวัดนครพนม ถนนกลางเมือง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อพบกับนายณพล ใบเงิน ทนายความที่ทางสมาคมนักข่าวฯเป็นสื่อกลางประสานให้ กรณีถูกหลานสาวคือนางสาวละเอียด ผุยเหง้า อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 26 หมู่ 4 บ้านเหล่าสวนกล้วย ยื่นฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย 300,000 บาท ต่อศาลจังหวัดนครพนม โดยนายเริงหยิบยืมเงินญาติมาได้จำนวน 3,000 บาท นำมาเป็นค่าจ้างทนายในเบื้องต้น ซึ่งนายณพลรับปากว่ายินดีรับว่าความให้อย่างเต็มที่

ในวันเดียวกันผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของ น.ส.ละเอียดฯ พบว่ามีเพียงเด็กหญิงอยู่ภายในบ้านเพียงลำพังคนเดียว และมีป้ายศูนย์ดำรงธรรมประจำหมู่บ้านแขวนไว้ที่ชายคาข้างบ้าน ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินข้ามถนนไปนั่งคุยกับ นางบุญลัง ชาหาจักร อายุ 56 ปี เป็นภรรยาของนายวรพจน์ ชาหาจักร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านเหล่าสวนกล้วย ทราบว่านายเริงผู้ตกเป็นจำเลยเป็นหมอธรรม ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทางด้านโหราศาสตร์ และยังเป็นหมอพื้นบ้านเป่าประสานกระดูก ลักษณะเป็นคนซื่อ ๆ ส่วนที่มีข้อพิพาทกับหลานสาวนั้น ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่เคยใช้ทางสาธารณะประโยชน์เส้นเดิมสัญจรไปมา ส่วนที่ระบุในใบโฉนดของ น.ส.ละเอียดตนไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าจะถามว่าใครถูกใครผิดคงตอบไม่ได้  เพราะเขาเป็นญาติพี่น้องกันน่าจะรู้ดีกว่าบุคคลภายนอก

ขณะเดียวกัน น.ส.ละเอียดฯได้กลับเข้ามาที่บ้าน จึงได้มีโอกาสพูดคุยกัน เบื้องตน น.ส.ละเอียดเปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดมาตนก็ไม่รู้ หรอก ว่าเขตแดนที่ดินที่บิดามอบให้มีขอบเขตอยู่ตรงไหนจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมาสอบเขตตามโฉนดที่ถือครองอยู่ แต่จะล้ำเกินเข้าไปในที่ดินของคนอื่นอย่างไรนั้นตนไม่ทราบ ซึ่งขณะนี้เรื่องไปถึงศาลแล้ว โดยยืนยันว่าต้องไปคุยกันที่ศาลเท่านั้น และจะไม่ขอเจรจา ใดๆ กับนายเริงอีก แต่ยอมรับว่าไม่รู้จักแนวเขตที่ดินตามโฉนดของตนเอง หากศาลพิจารณาให้ตนแพ้ก็จะโอนที่ดินคืนให้นายเริง  แต่ตอนนี้อยากจะขอความเป็นธรรมให้กับนายถวิลบิดาของตนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย อย่าฟังความข้างเดียว

เรื่องพิพาทที่ดินระหว่างลุงกับหลาน เกิดขึ้นเมื่อนายเริงกับนายถวิลสองพี่น้อง ได้เข้าไปจับจองที่ว่างเปล่ากันคนละแปลง โดยมีทางสาธารณะประโยชน์เป็นแนวเขตที่ดินซึ่งกันและกัน ต่อมาปี 2523 ทั้งคู่ได้รับใบจอง(น.ส.2)  ก่อนที่นายถวิลจะไปขอออกเป็นเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. เลขที่ 1604 และกลายมาเป็นโฉนดเลขที่ 11150 เนื้อที่จำนวน 19 ไร่  40 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ.2541 ส่วนนายเริงยังไม่มีเงินค่าดำเนินการจึงถือใบจองดังกล่าวไว้

ต่อมานายถวิลเสียชีวิตเมื่อปี 2559 น.ส.ละเอียดฯ ลูกสาวจึงได้เป็นผู้จัดการมรดก โดยรับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของ น.ส.ละเอียดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 จากนั้นก็กล่าวหาว่านายเริงผู้มีศักดิ์เป็นลุงบุกรุกที่ดินจำนวน 4 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา จึงมีการเจรจาความกัน โดย น.ส.ละเอียดจะขายที่ดินที่นายเริงบุกรุกในราคา ไร่ละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท แต่การเจรจาล้มเหลวเพราะตกลงกันไม่ได้ ดังนั้น น.ส.ละเอียดจึงยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยศาลฯจะพิจารณาคดีนัดแรกวันที่ 26 ตุลาคม 2563

ในขณะที่เพื่อนบ้านของนายเริงต่างออกมายืนยันว่า นายเริงไม่ได้บุกรุกที่ดินแต่อย่างใด ความผิดพลาดอาจจะเกิดขึ้นในระหว่างออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. และทางสาธารณะประโยชน์ที่อยู่ในใบโฉนดก็ไม่เคยมีใครรู้เห็นหรือใช้สัญจรมาก่อน ต่างจากแนวเขตที่ดินเดิมที่ทุกคนเคยใช้สัญจรไปมานานหลายสิบปี แม้จะชวน น.ส.ละเอียดฯไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม สาขาท่าอุเทน เพื่อค้นหาหลักฐานมาพิสูจน์ กลับได้รับการปฏิเสธจาก น.ส.ละเอียดฯ อ้างให้ไปเจอกันที่ศาลฯ อย่างเดียวเท่านั้น

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครพนม กดอ่านที่นี่

เสริมหน้าอก คลินิกศัลยกรรม

แสดงความคิดเห็น