ช้างป่าไทย

ช้างป่าไทย.. อยู่ในเขมร !! ไทยจับมือติดตามช้างป่าสีดอแดงกลับไทย

สระแก้ว – พบตัวแล้ว “ช้างป่าไทย สีดอแดง” เจ้าหน้าที่ทหารและชุดติดตามช้างป่าไทย จับมือกับทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้กัมพูชา อยู่ห่างชายแดนประมาณ 25 กม. ช่วยติดตามช้างป่าสีดอแดงผลักดันกลับประเทศไทย

ช้างป่าไทย.. อยู่ในเขมร !! ไทยจับมือติดตามช้างป่าสีดอแดงกลับไทย

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีช้างป่าไทย ที่ชื่อ “สีดอแดง” ที่เดินออกจากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน เขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เข้ามาหากินในพื้นที่ชุมชนตั้งแต่เขต อ.สอยดาว จ.จันทบุรี มุ่งหน้าเข้าสู่ อ.วังสมบูรณ์ อ.คลองหาด และเดินข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณบ้านทับพริก อ.อรัญประเทศ ไปยังบ้านโอละเวีย ต.จะเรยเสมา อ.สำเภาลูน จ.พระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา ตรงข้ามกับ จุดตรวจการเจ้าหน้าที่ทหารพราน คลองหาด 05 ตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด หลังช้างได้เดินมุ่งหน้าไปทางเมืองเสียมราฐ และวกกลับมาหากินอยู่ที่บริเวณ บ.โอสะลอเลา อ.มาลัย จ.บันเตียเมียนเจย

ร.ท.สุระ โสรักนิษฐ์ รองผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 1302 กรมทหารพรานที่ 13 เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งให้ดำเนินการร่วมกับ พ.ต.ธรรมศักดิ์ ถ้วยทอง ผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 1204 กรมทหารพรานที่ 12  และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว นำโดย นายมาโนช รัตนตรัย หัวหน้าชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วที่ 2 เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และหัวหน้าชุดติดตามช้างป่า “สีดอแดง” ,เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้สระแก้ว ให้เข้าไปประสานงานกับฝ่ายทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ของฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อติดตามช้างตัวนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากทางการกัมพูชาเป็นอย่างดี

รองผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 1302 กรมทหารพรานที่ 13 กล่าวอีกว่า  ขณะนี้เราได้รับข้อมูลและทราบพิกัดของช้างสีดอแดงแล้วว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายและค่ำเมื่อวานนี้ ทหารกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ป่าไม้พบช้างสีดอแดงของไทย อยู่ที่ภูเขาบ้านโอสะลอเลา อ.มาลัย จ.บันเตียเมียนเจย ห่างจากชายแดนไทยราว 10 กิโลเมตร และหลังจากนั้นได้เดินมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขายาซอม บ้านโต๋นบังรอ อ.มาลัย จ.เมียนเตียเมียนเจย และเดินอย่างรวดเร็วมาก สามารถเดินข้ามช่องเขาที่มีความสูงประมาณ 150 เมตรได้อย่างสบาย พบร่องรอยขี้ช้างและการเข้ากัดกินหญ้า ทำลายต้นไม้บริเวณป่าบนภูเขาด้วย  ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 25 กิโลเมตร

ช้างป่าไทย
พบร่องรอยขี้ช้างป่าและการเข้ากัดกินหญ้า ทำลายต้นไม้บริเวณป่าบนภูเขาด้วย  ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 25 กิโลเมตร โดยคาดว่าเป็น ช้างป่าไทย “สีดอแดง”

ทางด้าน นายอำเภอสำเภาลูน ราชอาณาจักรกัมพูชา บอกว่า หลังจากช้างข้ามจากฝั่งประเทศไทยมาที่บ้านกิโลเก้า อ.สำเภาลูน ของกัมพูชา ทางเจ้าหน้าที่ก็ออกติดตามจนช้างข้ามภูเขาไป คาดว่าจะผ่านไปที่ อ.มาลัย ตรงข้าม อ.สำเภอลูน ซึ่งภายหลัง พ.อ.ชายธนัญชา วาจรัต ผบก.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 13 และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาประสานให้ร่วมกันติดตามช้าง ซึ่งยืนยันว่า ช้างป่าอยู่ในเขมร ซึ่งมีการรายงานเรื่องนี้ให้กับผู้เกี่ยวข้องแล้ว และประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่อยู่ในแนวที่ช้างเดินผ่านให้ระมัดระวัง

เจ้าหน้าที่ทหารไทยและเจ้าหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯ ได้เข้าพูดคุยและร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้กัมพูชาในการช่วยติดตามช้าง ได้มีการให้ข้อมูลของช้างสีดอแดงกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาด้วย เนื่องจากเป็นช้างที่เคยทำร้ายคนเสียชีวิตมาแล้วถึง 4 ราย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารไทยและเจ้าหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯ ได้เข้าพูดคุยและร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้กัมพูชาในการช่วยติดตามช้าง ได้มีการให้ข้อมูลของช้างสีดอแดงกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาด้วย เนื่องจากเป็นช้างที่เคยทำร้ายคนเสียชีวิตมาแล้วถึง 4 ราย จึงแนะนำให้เจ้าหน้าที่ประกาศและแจ้งเตือนชาวกัมพูชาด้วยว่า ไม่ควรเข้าไกลช้าง เพราะช่วงที่ช้างเข้าไปในชุมชน ชาวบ้านอาจคิดว่า เป็นช้างบ้าน จึงไม่ได้ระมัดระวัง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ ต้องแจ้งให้ชาวบ้านรู้ว่า เป็นช้างป่า ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กัมพูชารับปากว่า จะช่วยติดตามช้างอย่างใกล้ชิดและไล่ต้อนช้างให้กลับเข้ามาในเขตประเทศไทยโดยเร็ว

ภาพโดย / โรจนเดช ธีรเนตร, สุระ โสรักนิษฐ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช้างป่า “สีดอแดง”หนีออกนอกประเทศ !! เดินข้ามไปฝั่งเขมรถึงเมืองเสียมราฐแล้ว

ช้างป่าอ่างฤาไนหลงโขลงเหยียบคนตายที่สระแก้ว

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน

ธนภัท กิจจาโกศล

ธนภัท กิจจาโกศล

"ธนภัท กิจจาโกศล" ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สระแก้ว "ประสบการณ์ยาวนานกับงานสื่อสารมวลชนระดับประเทศ ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ จับงานด้านข่าว สกู๊ปและรายงานพิเศษ กว่า 22 ปี มุ่งสื่อสารความจริงและข่าวสารที่เป็นธรรม สู่ประชาชนในภูมิภาค ด้วยจรรยาบรรณของฐานันดรที่ 4 เพื่อสร้างความโปร่งใสการรับรู้ข่าวสารของสังคม"