ต้องเลี้ยงสุนัข จำนวนมาก

ชาวนา ถูกฟ้องขูด 11 ล้าน เผยถูกซ้ำเติมจากองค์กรรัฐชี้ผิด

ฉะเชิงเทรา – ชาวนา ถูกทุนต่างชาติฟ้องไล่ที่ขูดทรัพย์ 11 ล้านจนหมดตัวไร้แม้ที่อยู่อาศัยปัจจุบันต้องกลายเป็นลูกจ้างเลี้ยงปลา ได้รับค่าจ้างเพียงประทังชีวิตสองสามีภรรยาพร้อมสุนัขจรจัดที่เก็บมาเลี้ยงไว้อีกกว่า 40 ตัว ระบุยังถูกซ้ำเติมจากหน่วยงานรัฐในที่ประชุม คชก.ชี้ขาดให้แพ้ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ในฐานะคณะกรรมการ คชก. ประจำตำบล

วันที่ 29 ส.ค.61 เวลา 10.00 น. นายพงศ์ธร พิมพ์ชื่น อายุ 54 ปี ชาวนาตำบลคลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวเปิดเผยถึงชีวิตหลังจากถูกบริษัทนายทุนต่างชาติฟ้องร้องขับไล่ให้ออกไปพ้นพื้นที่ 52 ไร่ ที่เคยเช่าทำนามาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ว่า ปัจจุบันนี้ต้องเข้ามาอาศัยรับจ้างเป็นลูกจ้างอยู่ภายในบ่อเลี้ยงปลาแห่งหนึ่งในพื้นที่ต่างอำเภอพร้อมด้วยภรรยาที่ได้เงินค่าจ้างประทังชีวิตเพียงเดือนละ 8 พันบาทเท่านั้น

แต่ที่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากทางนายจ้างนั้นได้ให้ที่พักพิงอยู่อาศัย และจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้าและค่าอาหารให้ด้วย จึงพออยู่ได้ ซึ่งค่าจ้างที่ได้รับมา 8 พันบาทต่อเดือนนั้น ยังต้องมีภาระนำมาแบ่งใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูสุนัขจรจัดที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยเมื่อครั้งยังทำนาอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวนกว่า 40 ตัว หลังถูกนายทุนรื้อขับไล่ออกมาแล้วจึงได้ขนย้ายนำสุนัขออกมาด้วย โดยต้องใช้เงินเดือนละประมาณ 5 พันบาทในการเลี้ยงดูสุนัขมารับจ้างเลี้ยงปลา

ส่วนตนและภรรยาจะมีเงินเหลือใช้อยู่แค่เพียงเดือนละ 3 พันบาทเท่านั้น เนื่องจากยังสงสารสุนัขอยู่ และหากไม่ขนย้ายนำมาอยู่ด้วย สุนัขเหล่านี้ก็จะไม่มีคนคอยดูแลเลี้ยงดูและอาจไปรบกวนชาวบ้านในบริเวณนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาขณะที่ตนยังทำนาอยู่ที่ ม.13 ต.คลองหลวงแพ่ง นั้นได้มีสุนัขจรจัดเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยตนจึงได้ให้ข้าวให้น้ำดูแลเอาไว้เป็นเพื่อนกัน

แต่เมื่อชาวบ้านเห็นว่าตนนั้นเก็บสุนัขมาเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมาก ก็ต่างพากันนำเอาลูกสุนัขมาปล่อยทิ้งไว้ให้ที่หน้าบ้านเป็นประจำ รวมถึงสุนัขที่พิการและบาดเจ็บก็ยังนำเอามาปล่อยทิ้งไว้ให้เลี้ยง จึงทำให้มีปริมาณมากถึงกว่า 40-50 ตัว และหลังจากตนนำสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บมาช่วยทำการรักษาเยียวยาจนหายดีแล้ว ก็จะให้ยาคุมกำเนิดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และทำหมันสุนัขทั้งหมด จึงไม่มีการออกลูกเพิ่มมาอีกไม่นำหลักฐาน ไปพิจารณา

ส่วนเรื่องการถูกฟ้องร้องขับไล่ที่ทำนาและเรียกค่าเสียหายถึง 11 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ทางปกครองจังหวัดได้มีการเรียกประชุมชี้ขาด คณะกรรมผู้เช่าและผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) แล้ว เมื่อวันที่ 31 ก.ค.61 ที่ผ่านมา โดยการประชุมพิจารณานั้นทางนิติกรของทางฝ่ายปกครองจังหวัด ไม่ได้นำข้อมูลจากทางฝ่ายของตน เช่น สัญญาการเช่านา หนังสือ “แบบรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าว” ใบรับรองการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ใบตวงเงินสดเพื่อจำหน่ายข้าวจากแปลงนา และภาพถ่ายสถานที่การทำนาในพื้นที่จริงไปนำเสนอในที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด

จึงทำให้ในที่ประชุมการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ยกมือโหวตชี้ขาดไปในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยลงความเห็นว่าตนนั้นไม่ได้ทำนาอยู่ในพื้นที่จริง และชี้ว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าตามที่บริษัทคู่กรณีกล่าวอ้าง โดยที่ไม่ได้ดูภาพถ่ายการทำนาและพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบจากทางฝ่ายของตนเลย ที่มีทั้งภาพถ่ายการทำนาเกี่ยวข้าวในพื้นที่ มีบ้านพักอยู่อาศัยเก่าแก่เพราะอยู่มานานที่ถูกนายทุนทุบรื้อทิ้งไปภาพถ่ายนาข้าว และที่พักอาศัย

นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล (คชก.) เมื่อครั้งนั้น (31 ก.ค.61) เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ร่วมโหวตมีสิทธิ์ออกเสียงอย่างชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ตนจึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่หรือผู้มีความรู้ทางกฎหมายเข้ามาช่วยตรวจสอบด้วย เนื่องจากในวันประชุมนั้นทราบว่ามีคณะกรรมการ คชก.ประจำตำบล เข้ามาร่วมแค่เพียง 5 คน จากทั้งหมด 8 คน

โดยมีการโหวตชี้ขาดว่าตนเป็นชาวนาจำนวน 4 คน งดออกเสียง 1 คน ส่วนเสียงที่เหลือนั้นเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐทั้งหมด ที่ออกเสียงให้ทางฝ่ายนายทุนชนะไป ว่าตนไม่ได้ทำนาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งที่ผู้มาเข้าร่วมการประชุมและออกเสียงโหวตนั้น ไม่ใช่คณะกรรมการ คชก. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางอำเภอตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือกฎหมายการเช่านา พ.ศ.2524 กำหนด ตนจึงอยากทวงถามว่า ผู้ร่วมโหวตออกเสียงในการประชุมนั้นมีสิทธิ์ทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ นายพงศ์ธร กล่าว

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน

สนทะนาพร อินจันทร์

สนทะนาพร อินจันทร์

ลุยงานช่วยเหลือคนเดือดร้อนมาทั้งชีวิต อย่างไม่คิดเรียกสิ่งตอบแทน