X

สำนักข่าว Utusan Tv มาเลเซีย ได้เขียนบทความ “การอ้างว่าถูกห้ามแต่งชุดมลายูในพื้นที่ จชต.ของไทยนั้น พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง”

สำนักข่าว Utusan Tv มาเลเซีย ได้เขียนบทความ “การอ้างว่าถูกห้ามแต่งชุดมลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง”

ปีที่แล้วเมื่อเยาวชนหลายคนที่แต่งชุดมลายูเข้าร่วมกิจกรรม MelayuRayaที่จังหวัดปัตตานีและถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกตัวเพื่อสอบถามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วม ปฏิวัติแห่งชาติ (BRN)ใช้ประเด็นนั้นเป็นเครื่องมือโจมตีใส่ร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐพวกเขาได้เผยแพรข้อมูลเป็นการปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อว่า เยาวชนที่ถูกเรียกตัว ไปสอบถามนั้นเพราะแต่งชุดมลายู ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาถูกเรียกตัวเนื่องจากได้กล่าว สุนทรพจน์เป็นการปลุกระดม

แม้แต่ในระหว่างการประชุมกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและรัฐบาลไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวแทนของกลุ่มBRN ทั้ง 6 คนได้แต่งชุดมลายูโดยอ้างว่าเป็น“สัญญาณของการประท้วง”

อย่างไรก็ตาม การรวมตัวในกิจกรรม Melayu Raya ซึ่งได้มีการแต่งชุดมลายูในปีนี้โดย เยาวชนมุสลิมชายและหญิงจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การใส่ร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมแต่งชุดดังกล่าวเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

เมื่อวันที่ 13 และ 14 เมษายน เยาวชนมุสลิมชายและหญิงหลายพันคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใคข้องไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลอง Eidal-Fitrในหัวข้อ“OpenPatani, Palestinian Prayer” หรือ “Buka Patani, Doa Palestin” หรือเปิดปาตานี ดุอาร์ปาเลสไตน์ ซึ่งพวกเขาแต่งชุดมลายูโดยไม่มีการแทรกแซงหรือมีการสั่งห้ามจากเจ้าที่รัฐแต่อย่างใดเลย เจ้าหน้าที่ยังให้ความดูแลและอํานวยความสะดวกของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจตามรายงานของสื่อคือกิจกรรมดังกล่าวมีผู้ร่วมมากกว่า 8,000 คน รวมทั้ง จากมาเลเซียและสิงคโปร์ กิจกรรมดังกล่าวได้มีการกล่าวสุนทรพจน์ เพลงรักชาติและคำปฏิญาณตนของเยาวชนปัตตานี

คําถามคือกิจกรรมดังกล่าวถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่? มีผู้เข้าร่วมคนใดถูกควบคุมตัวและถูกสอบสวนเนื่องจากพวกเขาแต่งชุดมลายูหรือไม่? คําตอบคือไม่มีใครถูกตั้ง ข้อหาใดๆ ทั้งสิ้นแม้แต่คนเดียว

ในทางตรงการข้ามสิ่งที่เป็นปัญหาคือเมื่อกิจกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์ของฝ่ายแบ่งแยก ดินแดนที่เรียกร้องเอกราช

ซึ่งความเป็นจริงก็คือ การต่อสู้ดังกล่าวไร้ประโยชน์เนื่องจากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าชาว มุสลิมในประเทศไทยปฏิเสธการกระทําใด ๆ ที่อาจทําให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใด้ของไทย ยังคงอยู่ในความขัดแย้งอย่างที่ไม่ท่าทีที่จะยุติ

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนผ่านโซเชียลมีเดียใช้วลี“สัญลักษณ์ แห่งอิสรภาพที่จะมาถึง” ในขณะที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการเฉลิมฉลอง Eid al-Fitri ดังกล่าว!

คําถามคืออะไรของความเป็นอิสระ? มุสลิมทุกคนในประเทศไทยรวมทั้งในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ของไทย ต่างก็เป็นพลเมืองของประเทศเอกราชนั่นคือประเทศไทยไม่ใช่หรือ?

ทําไมยังอยากคุย และที่แย่กว่านั้นคือยังคงต้องการจับอาวุธต่อสู้ ที่อ้างว่าเพื่อชะตากรรม ของชาวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและต้องการเรียกร้องเอกราช?

หากเป็นจริงที่ต้องการเรียกร้องเอกราชก็ไม่จําเป็นต้องมีการเจรจาสันติภาพใดๆ! ฝ่ายแบ่งแยกดินแดนกลับแสดงความแข็งแกร่ง พวกเขาสามารถบรรลุเอกราชนั้นด้วยการจับอาวุธได้ หรือไม่?

หากยังมีแนวทางสันติวิธีที่สามารถสร้างความสงบสุขให้ประชาชนทําไมจึงเลือกการปฏิบัติที่ไม่ฉลาด โดยการโจมตีผู้กอการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใด้ของไทยที่ทําให้เกิด ารสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์และความสงบสุขของชาวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทยได้หยุดชะงักไปหลายปีแล้ว

ดังนั้นจงได้หยุดการกระทําที่ทําให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป กลุ่มแบ่งแยกดินแดนโดยเฉพาะ BRN ต้องซื่อสัตย์และจริงใจเพื่อสร้างสันติภาพแทนที่จะเลือก แนวทางที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งต่อไป อย่าได้พยายามปลุกระดมให้ประชาชนมุสลิมลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลอีกต่อไป หากเป็นความจริงที่พวกเขาต้องการเห็นชาวมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้เรียกร้องใด ๆ บนโต๊ะเจรจา แทนการใช้กําลัง

เชื่อเถอะว่าประชากรมุสลิมส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนสิ่งที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนกําลังทําอยู่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าการต่อสู้ของกลุ่มดังกล่าวนั้นไร้ประโยชน์

พวกเขาอาจไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนเพราะกลัวว่าจะถูกคุกคาม แต่ถ้าพวกเขาอ่านรายงานของสื่อรวมถึงโดย UtusanTV เมื่อเดือนรอมฎอนที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษว่าไม่มีอะไรที่ เป็นปัจจัยกดดันหรือเร่งด่วนถึงขนาดบังคับให้ประชากรมุสลิมลุกขึ้นเรียกร้องเอกราชจากรัฐไทย

ในทางตรงการข้ามสิ่งที่ชาวมุสลิมได้แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขานั้นความสุขที่ได้เฉลิมฉลองเดือนรอมฎอนในบรรยากาศที่เงียบสงบ หมายความว่าพวกเขารู้สึกขอบคุณสําหรับสิ่งที่ เกิดขึ้นและที่สําคัญที่สุดคือพวกเขาต้องการอยู่อย่างสงบสุข

ดังนั้นจงยุติประเด็นใดๆ ที่จะคุกคามความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยต่อไป โต๊ะเจรจาคือเวทีพูดคุยกับรัฐบาลไทย ดังนั้นจงใช้เวทีดังกล่าวนั้นในการ เรียกร้องและร้องเรียน

อีกสิ่งหนึ่งคืออย่าใช้โฆษณาชวนเชื่อที่ไร้คุณค่าเพื่อลดความน่าเชื่อถือหรือใส่ร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐไทย อย่างเช่นการห้ามไม่ให้แต่งชุดมลายู

หากเป็นเช่นนั้นจริง เป็นที่แน่นอนว่า การที่ ส.ส.พรรคประชาชาติ 7 คน เชื้อสายมลายูที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแต่งชุดมลายูในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา จะถูก ควบคุมตัวหรือสอบปากคําจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไทยไม่ได้โง่เขลา ที่จะคิดว่าการแต่งชุดมลายหู หรือเสื้อเชิ้ต ประเพณีดั้งเดิมของเชื้อชาติมลายูนั้นอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคง

ความเป็นจริง สิ่งที่คุกคามความมั่นคงอย่างแท้จริงคือผู้ที่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อและใส่ร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเพื่อให้บรรลุวาระส่วนตัวของพวกเขา

หากสิ่งที่พูดไปนี้ไม่เป็นความจริง จึงให้ใช้กระบวนการเจรจาสันติภาพครั้งต่อไปเป็นเวทีในการแก้ปัญหา มีข่าวลือว่าการเจรจาสองครั้งก่อนหน้านี้ล้มเหลว! มันล้มเหลวไม่ใช่เพราะ รายงานของสื่อ หรือประเด็นอื่น ๆ แต่เป็นเพราะมีกลุ่มที่ไม่ซื่อสัตย์ในการเจรจา… เท่านั้นเอง!

Dakwaan dilarang pakai baju Melayu di Selatan Thailand terbukti tidak benar – UtusanTV https://utusantv.com/2024/04/17/dakwaan-dilarang-pakai-baju-melayu-di-selatan-thailand-terbukti-tidak-benar/?&utm_source=whatsapp&utm_medium=social-media&utm_campaign=addtoany

ถูกใจข่าวนี้ไหม?

คลิกที่ดาวเพื่อโหวต

ความนิยมข่าวนี้ / 5. จำนวนโหวต:

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน