รองผู้ว่าการรถไฟ เผยเยียวยาผู้โดยสารทุกคน ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากตัวเจ้าหน้าที่

ราชบุรี     เมื่อเวลา 15.00 น.  วันที่ 25 ก.พ. 63  นายศิริพงศ์   พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน การรถไฟแห่งประเทศไทย   ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุขบวนรถไฟขบวนขนส่งสินค้าชนกับขบวนรถด่วนที่ 37 กรุงเทพฯ- สุไหงโกลก   ที่บริเวณสถานีรถไฟปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย  พร้อมสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิดเหตุ เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียดส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อสรุปสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวให้ชัดเจน  มีการสอบถามพนักงานห้ามล้อรถไฟของขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 กรุงเทพฯ – สุไหงโกลก ถึงวันเกิดเหตุอย่างละเอียด โดยพนักงานคนดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่าขบวนรถมีทั้งหมด 14 ตู้ มีตู้โดยสาร 9 ตู้ ส่วนอีก 5 ตู้เป็นตู้เสบียงสัมภาระ และตู้ทำการ วันเกิดเหตุนั่งทำงานอยู่รอรับเวร 2 อยู่ที่ตู้พนักงานอยู่ตู้ที่ 4  ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นคนขับขบวนรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งเข้ามา บาดเจ็บที่ข้อมือนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล

ด้านนายศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยขณะตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุว่า การรถไฟฯ จะมีระเบียบอยู่ ถ้าปฏิบัติตามระเบียบจะลดอุบัติเหตุได้เยอะ  เหตุการณ์ตรงนี้ไม่อยากให้เกิดซ้ำ ทางด้านปฏิบัติการไม่ว่าทางหน่วยปฏิบัติการเดินรถ ได้มีการสั่งการ และเนื่องจากการทำทางคู่ ซึ่งจำเป็นต้องทำเพื่อขยายเส้นทางให้วิ่งเร็วขึ้นจากทางใต้สู่กรุงเทพฯ จะทำเป็นช่วงๆ ในช่วงที่ทำจะมีการรื้อย้ายโครงข่ายบางโครงข่าย เช่น ระบบอาณัติสัญญาณ เดิมมีระบบไฟสี  พอทำทางคู่แล้ว ก็จะต้องย้ายสายออกตัดระบบไฟฟ้าออก ทำให้ไฟฟ้าจะใช้การไม่ได้ จึงจะต้องใช้ประแจไฟฟ้าไปใช้กับระบบไฟสีไม่ได้  ต้องใช้กับระบบแมนนวลแบบเดิม อย่างที่รู้กันทางการรถไฟ​ ฯเมื่อ  2541 ถูกจำกัดเรื่องคน จนถึงปัจจุบันนี้ ปี 63 แล้ว คนขาดอยู่มีผลพวงทำให้ประสิทธิภาพเราด้อยลง  คนประจำสถานีมีไม่พอ   พอระบบรื้อย้ายออกไปจึงต้องใช้คนเพิ่ม เดิมมีแค่นายสถานีและคนคุมประแจที่กลับประแจ  พอวันนี้ที่กลับประแจจะกลับอยู่ที่สถานี แต่พอวันนี้ยกเลิกระบบมันต้องเอาคนคุมประแจไปที่ประแจด้านเหนือ หรือ ด้านใต้  แต่มีคนทำงานแค่คนเดียว ซึ่งถ้าจะให้วิ่งคงไม่ไหวด้วยระยะทางไกล ทางบริษัทจึงได้ส่งคนมาและมีการอบรม เพื่อให้เข้าใจระบบรถไฟและให้ไปทำงานอยู่คนละด้านทางเหนือและด้านใต้  คิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนส่วนหนึ่งที่จะต้องมาทำความเข้าใจ  ซึ่งคนนอกเวลาเข้ามาทำงานดูแลของคนรถไฟจะต้องเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะนายสถานีเป็นคนควบคุมต้องรับผิดชอบในการสั่งการ และคนที่เป็นคนของบริษัทที่มาช่วยดูแลอีกด้านของสถานีนั้น ก็จะต้องเคลียร์เรื่องการสั่งการให้ชัดเจน

      ส่วนสาเหตุเป็นการสับรางเพราะชนกันในทางหลีก ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการ จะมีรายงานเบื้องต้นแบบฟอร์มเขตอันตราย  และจะมีคณะกรรมการส่วนกลางมาสอบสวน และกรมขนส่งทางรางดูแลความปลอดภัยมาดูแล ส่วนโทษแล้วแต่เหตุการณ์ที่เกิด  อย่างกรณีนี้ถือว่าโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นพนักงานรถไฟที่บาดเจ็บและได้ไปเยี่ยมมาแล้ว

    ขณะที่พนักงานที่สับรางตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเหตุการณ์เกิดอย่างไร  เพราะคนที่ทำหน้าที่นั้นไม่รู้อยู่ที่ไหนตามที่เจ้าของพื้นที่รายงานมาให้ทราบ  การรถไฟฯจะมีระเบียบอยู่ว่าถ้าเกิดเหตุแต่ละครั้งจะมีระเบียบชัดเจนว่าจะขนถ่ายผู้โดยสารไปปลายทางอย่างไร ใช้เวลากี่ชั่วโมง   กรณีการคืนตั๋วถ้าผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทางต่อไปสามารถคืนตั๋วได้ทุกสถานี  ส่วนกรณีนี้การรถไฟ​ ฯ​ รับผิดชอบออกค่ารักษาพยาบาล ค่าขนถ่ายผู้โดยสาร ส่วนค่าเสียหายนั้นอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดอยู่ เพราะตอนนี้ยังเคลียร์ไม่เสร็จ  เมื่อรู้ว่าดำเนินการเสร็จวันไหนจึงจะทราบผลความเสียหายได้

ด้านมาตรการจะต้องเน้นไปที่คน เนื่องจากว่าวันนี้ พอมีเรื่องระบบไฟสี ระบบอาณัติสัญญาณที่ดี อุบัติเหตุก็น้อยลง  แต่พอยกเลิกระบบกลับมาใช้ระบบแมนนวล ก็จะต้องให้ความระมัดระวังที่คนทำงาน  ส่วนกรณีวันนั้นคนที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นลูกจ้างของบริษัทที่มาดูแลให้ยังไม่ได้สอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้น  ถ้าระบบเดิมดีอยู่แล้วก็จะไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายระบบเป็นทางคู่ จึงต้องระวังคนเพราะระบบที่ดีอยู่แล้วถูกหยุดไปชั่วคราว

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดราชบุรี กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น