แม่ทัพภาค4 นำทหาร ตำรวจ แถลงการณ์ร่วม ความคืบหน้าคดีสำคัญ ในห้วงเดือนรอมฎอน

แม่ทัพภาค 4 ร่วม กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงสรุปผลการปฏิบัติ และความคืบหน้าคดีสำคัญ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน


เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมยะลารวมใจ กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.ต.ทรงเกียรติ วาทะกุล รองผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ และ หัวหน้ากองกำลังตำรวจทั้ง 3 จังหวัด และ 4 อำเภอสงขลา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา พร้อมทั้งหัวหน้าหน่วยต่าง ๆ ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสำคัญ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 4 คดี และนราธิวาส 3 คดี


พล.ต.ต.ทรงเกียรติ วาทะกุล รองผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ในพื้นที่ จ.ปัตตานี จำนวน 4 คดี กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดตู้ ATM ธนาคารในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 18.30 น. ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มในเขตจังหวัดปัตตานี จำนวน 10 ลูก แบ่งเป็นพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี จำนวน 6 ลูก ,พื้นที่ อ.สายบุรี จำนวน 2 ลูก พื้นที่ อ.ยะรัง จำนวน 1 ลูก พื้นที่ อ.หนองจิก จำนวน 1 ลูก เป็นเหตุให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์วัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่อีโอดี ในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี พบวัตถุระเบิดบรรจุ ในกล่องพลาสติก ภาชนะอำพราง ภายในกล่องพลาสติกพบกล่องเหล็กขนาด 5 x 10 x 5 ซม. จุดระเบิดด้วยวงจรตั้งเวลาโดยใช้ไอซีไทม์เมอร์ มีแหล่งจ่ายพลังงาน ขนาด 1.5 โวลต์ ไม่พบสะเก็ดระเบิด ส่วนพื้นที่ อำเภอสายบุรี อำเภอยะรัง และอำเภอหนองจิก พบวัตถุระเบิดเป็นแบบไปร์บอมบ์ โดยใช้ท่อเหล็กนำมาดัดแปลงให้บรรจุระเบิดได้ จุดระเบิดด้วยวงจรตั้งเวลาโดยใช้ไอซีไทม์เมอร์ มีแหล่งจ่ายพลังงาน ขนาด 1.5 โวลต์ และมีเหล็กเส้นตัดท่อน ขนาด 3 ซม. ที่คนร้ายนำมาทำเป็นสะเก็ดระเบิด


“จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ได้รับการแจ้งข่าวจากภาคประชาชนและการตรวจสอบกล้อง วงจรปิด ทราบว่าคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าว มีไม่ต่ำกว่า 15 คน ต่อมา เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 61 เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน เข้าสู่กระบวนการซักถาม และตรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่คนร้าย ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ จำนวน 1 คัน จากการสอบถามให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดถึงผู้ร่วม ก่อเหตุ นำสู่การออกหมายผู้ต้องหาได้ จำนวน 9 คน คือ นายมูฮำมัด แวอูเซ็ง หมายจับที่ จ.351/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายอิลฮัม สุหลง หมายจับที่ จ.352/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นาย ซูไฮมี มะแซ หมายจับที่ จ.353/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายอาแว หะยีเด็ง หมายจับที่ จ.354/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายอับดุลรอนิง เปาะลี หมายจับที่ จ.355/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายอิสดิน สะอิ หมายจับที่ จ.356/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายนุรดิน เจ๊ะอุเซ็ง หมายจับที่ จ.357/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 นายอีลียัส โตะอีเล หมายจับที่ จ.358/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61 และนายอิสมาแอล อาแซ หมายจับที่ จ.359/2561 ลงวันที่ 27 พ.ค. 61” รองผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าว


พล.ต.ต.ทรงเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่จับกุมนายมะรอตือปี กาแปะ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา ได้เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 61 หลังจากเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย สนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี สามารถควบคุมตัวนายมะรอตือปี กาแปะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคง จำนวน 2 หมาย และบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงคนสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องการตัว ล่าสุดได้ถูกออกหมายจับในกรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 4 ศพ ในพื้นที่ อ.สายบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 60 และได้ควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ที่ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ให้การรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุสำคัญในพื้นที่จำนวนหลายคดี นำไปสู่การออกหมายจับ กรณีเหตุยิง ด.ต.อิสรานันท์ แวเด็ง เสียชีวิต พื้นที่ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เมื่อ 25 ส.ค. 60 ส่วนกรณีเหตุติดป้ายผ้า รวมทั้งหมด 33 จุด ในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 04.00 – 05.00 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายแขวนป้ายผ้า ในลักษณะโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความแตกแยกในพื้นที่นั้น จากกรณีดังกล่าวผลการตรวจพิสูจน์ DNA จากของกลางในที่เกิดเหตุ สามารถระบุตัวได้ จำนวน 2 คน คือ นายมาหามะ เจะและ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/1 ม.4 ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ที่ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน ที่ 43 โดยนายมาหามะ เจะและ ให้การรับสารภาพและได้ดำเนินการออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย โดยให้การ ซัดทอดว่ามีนายบูคอรี เจะหะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีมั่นคงคนสำคัญในพื้นที่ เป็นผู้สั่งการ นายมูฮัมหมัด เปาะเล๊าะ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 ม.3 ต.ลำไพล อ.เทพพา จว.สงขลา เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวเข้ากระบวนการซักถาม ที่ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน ที่ 43 โดยนายมูฮัมหมัด เปาะเล๊าะ ได้ดำเนินการออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย โดยให้การซัดทอดว่าป้ายผ้าดังกล่าว เป็นของนายอัซมัน เปาะเล๊าะ ซึ่งเป็นน้องชาย


รองผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับในพื้นที่ จ.นราธิวาส จำนวน 3 คดี คือกรณีลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจสากอ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 61 เวลา 08.20 น. คนร้ายจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คนได้ร่วมกันก่อเหตุยิง ร.ต.อ. วุฒิศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รอง สว.สส.สภ.สากอ เสียชีวิต และได้นำเอาอาวุธปืนของผู้ตายไป จากการตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 6 ปลอก ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นอาวุธปืน ที่เคยใช้ก่อเหตุ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 60 คนร้ายยิงถล่มจุดตรวจฉัตรวาริน เทศบาลตำบล ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งจากการสืบสวนของ จนท.งานสืบสวนคดีความมั่นคง ภ.จว.นราธิวาส กองกำลังทหารพราน ฝ่ายปกครอง ได้เชิญตัว ผู้ต้องสงสัย จำนวน 4 คน โดยทั้ง 4 คน ได้ให้การรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว และให้การเพิ่มเติมถึงกลุ่ม ผกร. ที่หลบอยู่บนเขา บ.ดอเฮะ ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จว.นราธิวาส ต่อมาเจ้าหน้าที่ จึงได้ไปตรวจสอบบนเขาดังกล่าว พบฐานของกลุ่ม ผกร. และสามารถตรวจยึดสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก บนเขา 10 รายการ จากการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า สิ่งของเครื่องใช้ดังกล่าวมี ดีเอ็นเอ ตรงกับ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่มีหมายจับในพื้นที่นราธิวาส หลายคน จากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบถึงพฤติการณ์ของคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายอิห์ซัน ยีมาละ ซึ่งมีพฤติการณ์ สนับสนุนขบวนการ ผกร. มีหน้าที่ ส่งเสบียงให้กับกลุ่มของนายตอเย็บ แมทาลง กับพวกจำนวนหลายคนซึ่งพักอาศัยอยู่บนเขา ต่อมานายตอเย็บ ได้ขอให้นายอิห์ซัน เลือกเป้าหมายเพื่อทำการ สร้างสถานการณ์ จึงได้เสนอให้นายตอเย็บ กับพวก ลอบยิง ร.ต.อ.วุฒิศักดิ์ ซึ่งนาย อิห์ซัน เป็นผู้จัดหาคน ดูต้นทาง และความเคลื่อนไหวของเป้าหมายในการ ซึ่งกลุ่มคนร้ายพยายามที่จะก่อเหตุมาหลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาส จนกระทั้งวันเกิดเหตุ กลุ่มของนายตอเย็บ ได้มารออยู่ที่บริเวณป่าตรงข้ามบ้านผู้ตาย เมื่อผู้ตายเดินทางถึงที่บ้าน มีนายรุสดี สารีง๊ะ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม ได้แจ้งนายตอเย็บ ต่อมาไม่กี่นาที นายตอเย็บ กับพวกจึงได้เดินข้ามถนนไปบริเวณที่เกิดเหตุและยิง ร.ต.อ.วุฒิศักดิ์ เสียชีวิต และหลบหนีไปตามเส้นทางที่ขึ้นไปบนฐาน ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้สามารถออกหมายจับ ผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด 7 คน คือ นายเจ๊ะฮามิ เจ๊ะอาลี อายุ 30 ปี หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.229/2561 ลง 11 พ.ค.61 ข้อหา สนับสนุนก่อการร้าย,อั้งยี่,ซ่องโจร (จับกุมได้แล้ว) นายรุสดี สารีง๊ะ หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.228/2561 ลง 11 พ.ค. 61 ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (จับกุมได้แล้ว) นายอิห์ซัน ยีมาละ หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.253/2561 ลง 23 พ.ค. 61ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (จับกุมได้แล้ว) นายตอเย็บ แมทาลง หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.227/2561 ลง 11 พ.ค. 61ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (หลบหนี) นายยาห์รี ดือเลาะ หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.250/2561 ลง 23 พ.ค. 61ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (หลบหนี) นายมะเซาฟี ตีโม หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.251/2561 ลง 23 พ.ค. 61ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (หลบหนี) และนายอับดุลเลาะ บูละ หมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ จ.252/2561 ลง 23 พ.ค. 61ข้อหา ร่วมกันฆ่า , ก่อการร้าย , ปล้นทรัพย์ , อั้งยี่ , ซ่องโจร (หลบหนี) ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการติดตามจับกุมคนร้ายที่ยังหลบหนีต่อไป


“ส่วนกรณีคนร้ายวางระเบิดใน พื้นที่ สภ.โกลก เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 61 เวลา 17.55 น. ได้เกิดคนร้ายลอบวางเหตุระเบิด จำนวน 3 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 หน้าร้านข้าวต้ม ถ.ประชาวิวัฒน์ ซ.3 เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส จุดที่ 2 หน้าร้านคาราโอเกะดีโม ถ.ประชาวิวัฒน์ ซ.4 เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จุดที่ 3 หลังโรงแรมพลาซ่า ถ.เทศปฐม ต.สุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 12 คน จากการสืบสวน ของ จนท. งานสืบสวนคดีความมั่นและคดีพิเศษ ร่วมกับ ภ.จว.นราธิวาส กองกำลังทหารพราน และฝ่ายปกครอง พบว่าคนร้ายได้ใช้ จยย. จำนวน 8 คัน ใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมเดินทางมาจากพื้นที่สุไหงปาดี มาจอดรถ จยย.ระเบิด และได้พากันหลบหนี ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัว ผู้ต้องสงสัย จำนวน 3 คน ซึ่งให้การรับว่าเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว จึงทำให้สามารถพิสูจน์ทราบกลุ่มคนร้ายและเส้นทางการเคลื่อนไหวของคนร้ายทั้งหมด หลังจากนั้น จนท.ตำรวจ ได้ร่วมกับ ทหาร ฝ่ายปกครอง ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจค้นและกดดันคนร้ายในเส้นทางของกลุ่มที่ก่อเหตุเคลื่อนไหว จนกระทั้ง วันที่ 13 พ.ค. 61 ขณะที่ จนท. ได้ทำการตั้งจุดสกัดชั่วคราวที่ บริเวณถนนสายบ้านมูโนะ ปาดังยอ ม.3 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้มี ชาย 4 คน ขี่รถ จยย. 2 คัน นั่งซ้อนท้ายมา ท่าทางมีพิรุธ พยายามจะหลบหนี จึงได้เรียกเพื่อตรวจค้น ทำให้คนร้ายจำนวน 4 คนทิ้งรถและหลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตาม จนกระทั้งคนร้ายได้ทิ้งรถ จยย. และ ว่ายน้ำไปยังประเทศมาเลเซีย จากการตรวจที่เกิดเหตุพบ จยย. จำนวน 2 คัน อาวุธปืนสั้น ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืน อาก้า จำนวน 1 กระบอก เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่า จยย. ทั้งสองคันติดป้ายทะเบียนปลอม ซึ่งทะเบียนรถดังกล่าวตรงกับรถ จยย.ที่ใช้ในการก่อเหตุระเบิดในพื้นที่สุไหงโกลก ส่วนผลการตรวจอาวุธปืนพบว่า อาวุธปืนสั้น เป็นของ ส.ต.ต.สตอพา ตาหะยอ ผบ.หมู่ นปพ.สภ.จะแนะ ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตและนำปืนไป บริเวณตลาดดุซงยอ อ.จะแนะ จว.นราธิวาส เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 56 ส่วนอาวุธปืนยาว พบว่า เป็นของ อส.ที่ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณหน้า รร.บ้านลูโบ๊ะลือชง ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 โดยคดีดังกล่าว ได้มีการออกหมายจับคนร้ายไว้ 3 คน ได้แก่ นายบัณดิท เจ๊ะสะแลแม , นายอับดุลปาเต๊ะ มามะ , นายมูหามัดฟาร์มี มูดอ และจากการตรวจสอบอาวุธปืนยาวดังกล่าวพบว่า เคยใช้ก่อเหตุในคดีความมั่นคงมาแล้ว 5 คดีในพื้นที่ จชต. ในเบื้องต้น ทาง ภ.จว.นราธิวาส ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับจำนวน 2 หมาย คือ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.61 ออกหมายจับ ป.วิ ศาลจังหวัดนราธิวาส หมายจับที่ 231/61 ลง 11 พ.ค. 61 นายมีซี มะอูเซ็ง อายุ 32 ปี (อ.สุไหงปาดี นราธิวาส) ข้อหา ก่อการร้าย , มีระเบิดฯ ฯลฯ (อยู่ระหว่างหลบหนี) เมื่อวันที่ 11 พ.ค.61 ออกหมายจับ ศาลจังหวัดนราธิวาส หมายจับที่ 232/61 ลง 11 พ.ค. 61นายมันโซ ปูเต๊ะ อายุ 24 ปี (อ.สุไหงปาดี นราธิวาส) ข้อหา ก่อการร้าย , มีระเบิดฯ ฯลฯ (อยู่ระหว่างหลบหนี)
และได้มีการควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้อีก 2 คน ทำให้สามารถพิสูจน์ทราบกลุ่มคนร้ายที่ขี่ จยย.ไปก่อเหตุในวันดังกล่าวทั้งหมดแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับต่อไป


“ส่วนคดี ตรวจยึดวัตถุระเบิด สภ.สากอ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 61 เวลา 16.00 น. จนท.ตำรวจ สภ.สากอ ได้ตั้งด่านตรวจอยู่บริเวณบ้านยะลูตง เขตติดต่อ สากอ-บ้านบาโง อ.แว้ง จว.นราธิวาส ได้พบชายต้องสงสัยมีท่าทางพิรุธ ขี่รถจักรยานยนต์มาใกล้ถึงด่านตรวจได้กลับรถ และขี่รถจักรยานยนต์หนีไป เจ้าหน้าที่จึงได้ออกติดตาม พบว่า คนร้ายได้โยนถุงพลาสติกลงข้างทาง และขี่จักรยานยนต์หลบหนีไป โดยคนร้ายได้ไปจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ข้างคลองบ้านตอออ ต.ฆอเลาะ อ.แว้ง จว.นราธิวาส ส่วนคนร้ายหลบหนีไปได้ ซึ่งต่อมาวันที่ 20 พ.ค. 61 ได้เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จชต. ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายที่หลบหนีน่าจะนำระเบิดมาใช้ก่อเหตุในวันที่ 20 พ.ค.61 ด้วย แต่มาพบกับเจ้าหน้าที่เสียก่อน จากการตรวจสอบพยานหลักฐาน พบว่าคือระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 4 ลูก อยู่ในถุงพลาสติก และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ ทะเบียน 1 กค 1815 ปัตตานี (ที่ใต้เบาะพบว่ามีแผงวงจรต่อพ่วงกับนาฬิกา) จึงได้ทำการตรวจสอบเจ้าของกรรมสิทธิ์รถ จยย.คันดังกล่าว ทำให้สามารถพิสูจน์ทราบว่า คนร้ายที่ขี่ จยย. คันดังกล่าวในวันเกิดเหตุได้ คือ นายรุสดี มะกอเซ็ง อายุ 24 ปี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นญาติกัน เป็นผู้มายืมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไป เจ้าหน้าที่จึงได้ไปตรวจสอบที่บ้านของ นายรุสดี แต่ไม่พบตัว โดยต่อมา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ศาลจังหวัดนราธิวาส ได้อนุมัติหมายจับ นายรุสดี มะกอเซ็ง (ซึ่งหลบหนี) เป็นหมายจับที่ จ.245/2561 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ข้อหา ทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งจะได้ติดตามจับกุมคนร้ายที่หลบหนีต่อไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเจ้าของรถตามกฎอัยการศึก 1 คน และ ออกหมายจับ ป.วิ 1 คน ที่อยู่ในระหว่างการหลบหนี” พล.ต.ต.ทรงเกียรติ กล่าว


ด้าน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับทราบความคืบหน้าด้านคดีต่างๆ รวมทั้งมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยพี่น้องประชาชน ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ที่ประสานงานดูแล และในช่วงเดือนนี้ซึ่งเป็นช่วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งความบริสุทธิ์ ทำแต่ความดี ความรักที่มีต่อกัน ตนเองก็ไม่อยากให้มีเดือนนี้แค่เดือนเดียว อยากให้ทั้ง 12 เดือน เป็นเดือนที่บริสุทธิ์ พี่น้องที่หลงผิด หรือไม่เข้าใจอะไรก็ให้กลับมาพูดคุย ที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ฉก.ต่างๆ ตำรวจ ทหาร ที่มีหน้าที่ดูแลประชาชน อยากให้กลับมา อย่าคิดว่า เจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อสู้รบ แต่จริงๆแล้วเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อดูแลทุกๆคน ตนเองอยากจะให้ เดือนนี้ซึ่งเป็นเดือนบริสุทธิ์ ให้เป็นเดือนที่มีความรักต่อกัน อยากให้น้องๆที่หลงผิด กลับมาช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ สิ่งที่ผู้หลงผิดกำลังทำอยู่นั้น ทำให้ญาติพี่น้อง ที่ทำมาหากิน ได้รับความเดือดร้อน นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในพื้นที่ เพื่อจับจ่ายใช้สอย กลับมาช่วยกันทำงาน กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศดีกว่า สิ่งที่ทำไปอย่างที่ได้เห็นแล้วว่า ไม่มีอะไรภายใต้ฟ้าสีครามที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ อย่าไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ฮีโร่

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดยะลา กดอ่านที่นี่

เสริมหน้าอก คลินิกศัลยกรรม

แสดงความคิดเห็น