ลิเกป่าลมหายใจสุดท้าย เสี่ยงต่อการสูญหายหากไม่ร่วมอนุรักษ์

คณะถววร สุนทรศิลป์, ลิเกป่า, ลิเกป่าตรัง,ลิเกป่าพรุจูด,

ลิเกป่า ลมหายใจสุดท้ายที่เสี่ยงต่อการสูญหายหากไม่ร่วมอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าของภาคใต้ ต่อไปลิเกป่าคงเหลือแต่เพียงตำนานเล่าขาน

นายถาวร รักรู้ อายุ 65 ปี หัวหน้าคณะลิเกป่าถาวร สุนทรศิลป์ บ้านพรุจูด หมู่ที่ 2 ต.บ่อหิน อ.สิเกา จ.ตรัง นำคณะออกแสดงลิเกป่าหรือลิเกรำมะนาให้ชาวบ้าน คุณครูและนักเรียนโรงเรียนพรุจูดได้รับชม และเข้ามาสอนให้นักเรียนฟรีสัปดาห์ละ 2 ชม. โดยมุ่งหวังที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่งของทางภาคใต้ นอกเหนือไปจากหนังตะลุง และมโนราห์ ซึ่งปัจจุบันมีเยาวชนคนรุ่นใหม่สืบทอดน้อยลง เนื่องจากเป็นการแสดงที่ต้องใช้ไหวพริบและความสามารถเฉพาะตัว อีกทั้งยังต้องใช้ภาษาใต้ซึ่งเป็นภาษาถิ่นได้อย่างชัดเจน

ลิเกป่า มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไป เช่น ลิเกบก ลิเกรำมะนา แขกแดง เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่นิยมกันแพร่หลายในหมู่คนไทยภาคใต้ทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดตรัง กระบี่ และพังงา การละเล่นชนิดนี้ มีมานานเท่าไหร่ไม่ปรากฏ ส่วนใหญ่เชื่อว่าเริ่มมีขึ้นที่จังหวัดตรัง โดยให้เหตุผลว่า ฉากในเรื่องแขกแดงที่ลิเกป่าทุกคณะ

ต้องเล่นตามธรรมเนียมนิยมนั้น คือ บริเวณกันตัง จังหวัดตรัง แต่อย่างไรก็ตามการละเล่นลิเกป่า ได้รับอิทธิพลบางส่วน ในด้านดนตรี และการแต่งกายจากมลายู ซึ่งได้รับอิทธิพลด้านทำนองเพลงร้องบางส่วน จากทำนองเพลงไทยเดิม และรับอิทธิพลร่ายรำจากโนรา ท่วงทำนองการแสดงลิเกป่า จึงเป็นแบบประสมประสาน

ลิเกป่าคณะหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยผู้แสดงประมาณ 15-20 คน ทำหน้าที่และเล่นดนตรีประกอบ 5-8 คน ส่วนที่เหลือเป็นตัวแสดงมีตัวแสดงหลัก คือ แขกแดง ยายี เสนา และเจ้าเมือง ที่เหลือเป็นตัวประกอบ

เวทีแสดงเดิมปลูกเป็นโรง หลังคาเพิงหมาแหน กั้นม่านกลางปูเสื่อแสดงบนพื้นดิน หรือยกสูง แต่โรงลิเกป่าในปัจจุบัน นิยมยกพื้น และโรงก็มักเป็นโรงสำเร็จรูป ที่ทำด้วยโครงเหล็ก สามารถประกอบ และถอดเก็บเคลื่อนย้ายได้สะดวก

เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองรำมะนา 2-3 ลูก โหม่ง ฉิ่ง กรับ ซอ  การแต่งกายของนักแสดงลิเกป่า แขกแดง ตัวเอกของเรื่อง แต่งกายแบบแขกมลายู เสริมจมูกให้โตแบบแขก ติดหนวดเครารุงรัง สวมสร้อย ยายี ตัวเอกฝ่ายหญิง นุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อยะหยา ผ้าลูกไม้ มีผ้าโปร่งบางคลุมศีรษะ และห้อยคอ  สะหมาดหรือเสนา แต่งกายแบบคนรับใช้ มักไม่สวมเสื้อ แต่งหน้าให้ดูตลกขบขัน นอกจากนั้น แต่งตัวตามเนื้อเรื่อง

การแสดงลิเกป่า มักแสดงในงานรื่นเริง เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน งานประเพณีต่างๆ และนิยมแสดงในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน  การแสดงลิเกป่า เริ่มต้นเล่นเรื่องเดียวกันตลอด มีลำดับขั้นตอนการแสดง เริ่มด้วยการเบิกโรง ขอที่ขอทาง  เจ้าที่ แล้วโหมโรงด้วยการบรรเลงดนตรีล้วน ๆ ต่อด้วยบทว่าดอก คือการขับบทลูกคู่โดยผลัดกันร้องทีละคน ผลัดเปลี่ยนกันไปรอบวง บทร้องกล่าวถึงดอกไม้พรรณนา ถึงความรักเกี้ยวพาราสี

จากนั้นเป็นการไหว้ครู ขับร้องคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและครูบาอาจารย์ ที่สั่งสอนกันมาให้ช่วยพิทักษ์รักษาคณะลิเกป่า ต่อด้วยการบอกชุดสิบสองภาษา คือขับบทเล่าเรื่องนิทาน หรือเรื่องในวรรณคดีอย่างย่อ ๆ ทั้งหมด 12 ชุด

จบแล้วถึงตอนสำคัญ คือ การออกแขกแดง โดยแขกแดงจะจุดเทียนขับบทเป็นภาษาแขกหลังม่าน แล้วขับบทขย่มม่าน ออกหน้าโรงในลักษณะเต้นสามขา มือหนึ่งเท้าสะเอว เต้นออกไปหน้าโรงขับบทคารวะผู้ชมและแนะนำตัวเอง ไปพร้อมกัน มีลูกคู่ร้องรับบทแต่ละตอน

การเริ่มเล่นเรื่อง แขกแดงจะเรียกยายีออกมา เพื่อชักชวนให้ไปบ้านเมืองของตน มีสะหมาดคอยเป็นลูกคู่     โต้บทสร้างความตลกขบขัน จนลงเรือและเดินทางถึงเมืองกัลกัตตา  ปัจจุบัน มักเล่นถึงเพียงตอนเรือติดหาดที่เกาะลิบง หรือเหลาเหลียง แล้วมีเสนาหรือตัวตลก ออกมาบอกเรื่องที่จะเล่นต่อ ส่วนใหญ่เป็นจักรๆ วงศ์ ๆ จากวรรณคดี เมื่อการแสดงจบลง ผู้แสดงทุกคนจะออกหน้าม่าน แล้วร้องบทส่งครูเป็นลำดับสุดท้าย

บทลิเกป่า เป็นบทร้องที่ไม่เคร่งครัด ในฉันทลักษณ์ แต่เน้นการสื่อความเป็นประการสำคัญ อย่างไรก็ตาม   บทลิเกป่าก็ยังมีคุณค่าที่น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม และวัฒนธรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น สมัยนั้นๆ

แต่ปัจจุบัน การแสดงลิเกป่า มีน้อย และไม่ได้รับความนิยมเท่าหนังตะลุง โนรา หากเยาวชนรุ่นหลัง ได้ศึกษา โดยนำเอาเสน่ห์ของจังหวะ และลีลากลอนของลิเกป่า มาประยุกต์ขับ หรือแต่งบทใช้ประกอบในกิจกรรมต่าง ๆ  ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่หากไม่ได้รับความสนใจ ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้สืบทอด และไม่ร่วมอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่านี้ ก็มีโอกาสที่ศิลปะการแสดงลิเกป่านี้ เหลือแต่เพียงตำนานเล่าขาน นายถาวร  รักรู้ หัวหน้าคณะลิเกป่าถาวร สุนทรศิลป์ กล่าว

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดตรัง กดอ่านที่นี่

เสริมหน้าอก คลินิกศัลยกรรม

แสดงความคิดเห็น