ท้องถิ่นเตรียมเอาคอพาดเขียง เสี่ยงสังเวยงบฯภัยแล้ง 1.5 หมื่นล้าน

งบฯภัยแล้ง 2562 จำนวน 15,800 ล้านบาท ทั่วประเทศผ่านการเซนต์สัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับผู้รับเหมาทั่วประทศไปแล้วตามเส้นตาย 30 ก.ย.ด้วยวิธีการพิเศษ”ตกลงราคา”ล้วน ๆ คนคุมเงิน คุมการจัดการเป็นมหาดไทย คนคุมงานเป็นท้องถิ่น หากพลาดต้องรับเต็ม ๆ สภาพของคนท้องถิ่นจึงไม่ต่างกับการเอาคอขึ้นพาดเขียง เสี่ยงดวงกับโครงการนี้ 

จะเป็นอีกโครงการที่พิลึกพิลั่นที่ทั่วประเทศ 76 จังหวัด จัดทำงบฯ เหมือนกันเป๊ะ โดยวิธีการหั่นซอยโครงการให้งบฯ ไม่เกิน 500,000 บาท จากงบฯ ก้อนโต 15,800 ล้านบาท รวมโครงการทั้งหมดจะมีไม่ต่ำกว่า 31,600 โครงการ และแทบทั้งหมดเป็นโครงการ”ขุดลอก”

มันเป็นเทคนิคพิเศษที่เลี่ยงวิธีประกวดราคาผ่านระบบ e-bidding เพียงตั้งโครงการแบบเอาง่าย จัดเร็ว บางพื้นที่แค่ขึ้นโครงคร่าว ๆ แล้วเรียกผู้รับเหมามาคุยตกลงราคาถ้าโอเคก็เซนต์สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อย

เงื่อนเวลาที่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างทั่วประเทศต้องแล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. ทำให้ “โครงการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อันเนื่องมาจากภัยแล้งและอุทกภัย”ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.-  ก.ย.ที่ผ่านมา บรรดาข้าราชการฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้อง นักการเมือง(สายรับเหมา) ในพื้นที่น้ำท่วมแทบไม่มีเวลามาสนใจเรื่อง “อุทกภัย”ที่อยู่ในงบฯก้อนเดียวกัน

 ครม.อนุมัติงบฯแก้ภัยแล้ง 20 ส.ค.ใน 76 จังหวัด วงเงิน 15,800 ล้านบาท คิดกันแบบง่าย ๆ ไม่ต้องดูว่าจังหวัดไหนแล้งมากแล้งน้อย จังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็กไม่ใช่ประเด็น แค่ก็ใช้วิธีง่าย ๆ เอา 76 หาร 15,800  ก็ตกจังหวัดละ 200 ล้านบาท ยกเว้นสุรินทร์- บุรีรัมย์ ที่นายกฯประยุทธ์ ลงพื้นที่ได้พิเศษ 500 ล้าน

พอมาถึงระดับจังหวัด ที่ได้มา 200 ล้านก็เอา 200 ไปหารจำนวนประชากรแต่ละอำเภอว่าจะได้งบฯ เท่าไหร่ จึงกลายเป็นว่าอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดเป็นพื้นที่ได้รับงบฯภัยแล้งมากที่สุด เพราะประชากรเยอะที่สุด

เริ่มต้นที่คิดแบบง่าย ๆ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานที่คุมเงินก้อนนี้ โดยตามแผนจะเป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เอาเข้าจริงเท่ากับมหาดไทยรวบมาทำเองแทบทั้งหมด

เมื่อ “นาย” รับหน้าเสื่อมาคนปฏิบัติจริงคือ “นายอำเภอ”ที่เกิดอาการเครียดทั่วประเทศ เพราะกลไกของกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีผู้ชำนาญด้านช่าง ไม่มีพัสดุ ในที่ว่าการอำเภอจริง ๆ ในสายตรงของกรมการปกครองก็มีแค่นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และเสมียนตรา เท่านั้น

รับงบฯ รับงานมาแล้ว พอเข้าตาจนนายอำเภอทั่วประเทศต้องร่อนหนังสือถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเทศบาล และอบต.เพื่อการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่าง และพัสดุเพื่อมาทำหน้าที่ทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลาง และขอให้ปลัดหรือรองปลัดฯมาทำหน้าที่เป็นกรรมการตรวจรับงาน

หนังสือถึงนายกเทศมนตรี และนายกอบต.นายอำเภอบางคน ลงท้ายด้วยคำว่า “เพื่อพิจารณา” บางคน ใช้คำว่า “เพื่อขอความอนุเคราะห์และคงได้รับความร่วมมือด้วยดี”

อย่างไรเสีย มันก็เป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะงานนี้ส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ ตั้งแต่ครม.-รมว.มท.-ผวจ.-นายอำเภอ ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว

ใครกล้าแข็งขืน ก็ต้องคิดหนักเพราะเข้าข่ายกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ที่แม้จะไม่ใช่ผุ้บังคับบัญชาโดยตรงแต่อำนาจในการกำกับดูแลตามกฎหมายที่ตราขึ้นช่วง คสช.คุมอำนาจ หากผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอไม่แฮปปี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็นั่งตบยุงได้เลย

ต่างล้วนจำใจช่วย ทั้งที่รู้ว่าเป็นการ “เอาคอขึ้นเขียง”

นายอำเภอในฐานะผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หลายคนก็เครียด เพราะรู้ถึงจุดบอด จุดตายของโครงการที่เน้นขุดลอกแหล่งน้ำ ยิ่งมีการลือสนั่นว่างานนี้มีการชักเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ระดับ 40 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ยิ่งเครียด

ผอ.ช่างเทศบาล/ ช่างอบต.ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ช่วยงาน แต่ในทางกฎหมายต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เพราะถือเป็นการ“ยืมตัว”มาช่วยงาน ไม่ต่างกับปลัด หรือรองปลัด ที่ต้องมารับหน้าเสื่อเป็น “กรรมการตรวจรับ” ต่างหวาดเสียวกันถ้วนหน้า

ยิ่งเวลากระชั้นชิดที่มีเวลาจัดเตรียมโครงการเพียงเดือนเดียว บางพื้นที่มีเวลาไม่ถึง 2  สัปดาห์ เช่น ที่ จ.อุดรธานี ที่นายอำเภอทำหนังสือของความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่ที่ชำนาญงาน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหนังสือทางราชการ ลงวันที่ 18 ก.ย.2562 เพื่อที่จะทำโครงการให้แล้วเสร็จและทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.2562

หลายคนบอกไม่รู้ที่มาที่ไปของโครงการ รู้แต่ว่าให้เน้นโครงการขุดลอกแหล่งน้ำ หั่นโครงการให้ไม่เกิน 5 แสน และต้องหาผู้รับเหมามาเซนต์สัญญาไม่เกิน 30 ก.ย.62

คนวงในที่รู้ลึกตื้นหนาบางในวงการจัดซื้อจัดจ้างก็บอกว่า งานนี้เข้าข่ายเละตุ้มเป๊ะ เพราะผู้รับเหมางานรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่โครงการยังไม่ประกาศด้วยซ้ำ

ที่หวาดเสียวก็เห็นจะเป็นการตรวจสอบจากภาคประชาชนและผู้รับเหมาด้วยกันเองถึงความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินโครงการ

การเร่งขุดลอกแหล่งน้ำหน้าฝนนี่เป็นตำนาน “ของหวานมหาดไทย”มายาวนาน

บางคนก็เรียกมันว่า “โครงการแต่งขอบ”

ราคากลางในการขุดลอกที่กำหนดขึ้น ลง ตามราคาน้ำมันที่ระดับ 32-35 บาท ต่อลูกบาศก์เมตร ผู้รับเหมาเส้นใหญ่ที่จ่ายผ่าน ก็ทำแค่เอาแบคโฮล้วงๆ เอาดินขึ้นมาแต่งขอบห้วย หนอง คลอง บึง แล้วก็ติ๊งต่างวัดความกว้าง ยาว สูง จากระดับขอบบ่อลงถึงก้นบ่อ ทั้งที่ต้องวัดความสูงจากระดับดินเดิม จึงทำให้โครงการแย่ๆ แบบนี้ไม่ได้เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำจากการขุดลอกอะไรเลย

แล้วจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้ยังไง ?

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งบฯ ขุดลอกก้อนโตทั้งอนุมัติโดยครม. และการจัดซื้อจัดจ้างโดยท้องถิ่น ทำโครงการลักษณะนี้มายาวนาน แต่ก็ยังเห็นภาพเอารถบรรทุกน้ำตระเวนแจกชาวบ้าน และนั่นก็เป็นงบฯ ที่จัดเป็นมาตรฐานทุกปีเป็นงบฯภัยพิบัติให้ผู้ว่าฯ อนุมัติ

ยุคข้าราชการใหญ่กว่าผู้รับเหมา มักจะมีอะไรแปลก ๆ ผู้รับเหมาบางรายมีชื่อได้งานตลอด แต่ความจริงแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้งานที่ไหน แค่มี บริษัท หรือ หจก.ให้ “ผู้มีอำนาจ” ยืมไปใช้ แล้วส่งเครื่องไม้เครื่องมือ วัสดุมาให้ และรอแบ่งกำไรตามที่ตกลงเป็นอันจบ

ส่วนผู้รับเหมาท้องถิ่นที่มีเครื่องจักร มีลูกน้องต้องดูแล วิ่งเต้นแทบตายโอกาสจะได้งานแบบนี้ยากเต็มทน

โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่เน้นการขุดลอกแหล่งน้ำหน้าฝนที่เริ่มเห็นความผิดปกติตั้งแต่การจัดสรรงบฯ การให้หน่วยงานที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการมาเป็นเจ้าภาพ การใช้เทคเทคนิคหลีกเลี่ยงการประกวดราคาโดยการหั่นซอยโครงการให้ไม่เกิน 5 แสนกันทั้งแผ่นดิน และเน้น ๆ การขุดลอกนี่เป็นโจทย์ที่น่าติดตาม

คนคุมเงิน คุมการจัดการเป็นมหาดไทย คนคุมงานเป็นท้องถิ่น หากเกิดพลาดไม่พ้นที่ท้องถิ่นจะรับเต็ม ๆ ตั้งแต่การจัดทำโครงการ การคุมงาน การตรวจรับงาน

“งานนาย” จำใจก็ต้องทำ เพราะเป็นเป็นข้อเสนอที่คุณปฏิเสธไม่ได้

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่

เสริมหน้าอก คลินิกศัลยกรรม

แสดงความคิดเห็น