X

ผู้ว่าภูเก็ตเรียกประชุมด่วน! หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมให้การช่วยเหลือเด็กชายวัย 12 ปี หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็มที่ 2 แล้วตาบอดสองข้าง

ผู้ว่าภูเก็ตเรียกประชุมด่วน! หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมให้การช่วยเหลือเด็กชายวัย 12 ปี หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็มที่ 2 แล้วตาบอดสองข้าง ยืนยันให้การช่วยเหลือเต็มที่ อย่างต่อเนื่อง

จากกรณีปู่และย่าของเด็กชายนนทพัทธ์ แซ่อ๋อง อายุ 12 ปี ได้ร้องเรียนมายังผู้สื่อข่าวว่า หลานชายของตน ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 2 เข็ม แต่หลังจากรับวัคซีนไฟเซอร์ เข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีน มาถึงวันที่ 10 เด็กชายนนทพัทธ์ ก็มีอาการไม่สบาย และช็อกหมดสติ จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลถลางและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยเข้ารักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งภายหลังที่เด็กชายนนทพัทธ์ ฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าตาทั้งสองข้างมองไม่เห็นแล้ว และเชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ที่ผ่านมา และที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆในพื้นที่

ซึ่งเด็กชายนนทพัทธ์ แซ่อ๋อง ขณะนี้ต้องอยู่ในความดูแลของปู่และย่า เนื่องจากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาล แล้วพบว่าดวงตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถมองเห็นได้แล้ว

ด้านเด็กชายนนทพัทธ์ บอกว่า หลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มา หลังจากนั้น 9 วันกินน้ำกินข้าวก็อาเจียนกินยาหลายเม็ดก็ไม่หาย รู้สึกเหมือนอาการเป็นไข้หลังจากนั้น ก็ไม่หาย วันที่ 10 ไปโรงพยาบาล เดินไม่ตรงแล้ว ต้องให้พี่เขาพาไป นอนที่เตียงแล้วก็ชัก แล้วก็ไม่รู้สึกตัวเลยจนเข้าโรงพยาบาล ตอนนั้นตายังมองเห็นอยู่หลังจากสลบแล้วตื่นขึ้นมาตามองไม่เห็นแล้ว ตอนตื่นมาก็รู้ตัวว่ามองไม่เห็นแล้วรู้สึกมองไม่เห็น รู้สึกลำบากมันเหนื่อยเสียใจ ก่อนหน้านี้ เสียใจที่ตามองไม่เห็นตอนนี้มองไม่เห็นทั้งสองข้าง ตอนนี้ใช้ชีวิตประจำวันโดยมีย่าคอยดูแลอยากกลับไปเรียนหนังสือ

ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (9 พ.ค.65) ที่ห้องประชุมชั้น 4 ของศาลากลางจังหวัดภูเก็ต(หลังใหม่) นายณรงค์วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายบัญชา ธนูอินทร์ นายอำเภอถลาง นพ.วีระศักดิ์ หล่อทองคำ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
พญ.เหมือนแพร บุญล้อม รักษาการในตำแหน่งนายแพทย์ สสจ.ภูเก็ต พญ.ณัฐวรรณ เทพณรงค์ หน.กุมารแพทย์และโรคติดเชื้อเด็ก
นพ.คงกฤช กาญจนไพศิษฐ์ แพทย์ หู คอ จมูก พญ.ปรารถนา ตุลยกนิษก์จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมจักษุและตกแต่งและเสริมสร้างได้ร่วมกันแถลงข่าวในกรณีที่ สื่อได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก 12 ปี ตาบอด และหูหนวก จากการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์เข็มที่ 2

นายณรงค์ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตได้รับทราบข้อมูลและได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้การช่วยเหลือและดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ แพทย์หญิงณัฐวรรณ เทพณรงค์ นายแพทย์ชำนาญการ กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต รายงานข้อมูล ว่า เด็กชายนนทพัทธ์ แซ่อ๋อง อายุ 12 ปี มีประวัติการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ( 10 วันก่อนมาโรงพยาบาล) ข้อมูลการรักษา ที่ รพ.วชิระภูเก็ต เข้ารับการรักษาวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2565คณะแพทย์ได้ทำการรักษาและร่วมทำการวินิจฉัยโรค มีรายละเอียดดังนี้

เป็นอาการของโรคไซนัสอักเสบฉับพลันทุกไซนัส (Acute pansinusitis) จากเชื้อแบคทีเรีย สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) บริเวณเบ้าตาอักเสบและมีฝีหนองในเบ้าตาด้านขวา (Orbital cellulitis with retrobulbar abscess right eye) จากเชื้อแบคทีเรีย สแตปฟีโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) มีอาการ เยื่อหุ้มสมอง และเนื้อสมองอักเสบ (Meningoencephalitis) จากเชื้อแบคทีเรีย สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) พบกระดูกรอบ ๆ โพรงไซนัส และกระดูกรอบเบ้าตาอักเสบ (Osteomyelitis of orbital bone) และ ภาวะอุดตันของแอ่งเลือดดำบริเวณฐานกะโหลก (Cavernous sinus thrombosis)

สำหรับการรักษาที่ รพ.วชิระภูเก็ต ระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2565 แพทย์ได้ให้การรักษา ดังนี้
1. ให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทางหลอดเลือดดำที่ครอบกลุ่มเชื้อสแตปฟิ โลคอกศัส ออเรียส ร่วมกับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดหยอดตาและให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดรับประทานต่อที่บ้าน
2. การรักษา โดยวิธีผ่าตัด
2.1 ผ่าตัดไซนัส โดยวิธีการส่องกล้อง วันที่ 7 ธันวาคม 2564
2.2 ผ่าตัดเพื่อระบายหนองในเบ้าตา วันที่ 10 ธันวาคม 2564
2.3 ผ่าตัดไซนัส โดยวิธีการส่องกล้องครั้งที่ 2 วันที่ 7 มกราคม 2565 เพื่อติดตามอาการ และตัดพังผืดในโพรงไซนัส
3. ให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ตามมาตรฐานการรักษาภาวะอุดตันของแอ่งเลือดดำบริเวณฐานกะโหลก
4. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรม เมื่ออาการคงที่แล้ว จึงย้ายมาหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม

ด้าน นายแพทย์คงกฤช กาญจนไพศิษฐ์ แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวยืนยันว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กอายุ 12 ปี ตาบอด เกิดจากโรคไซนัสเฉียบพลัน โดยการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส โดยได้ผลการยืนยันจากการตรวจของการนำเชื้อจากเบ้าตา ฐานกะโหลก และไขสันหลังไปตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส เหมือนกัน

ในส่วนของ แพทย์หญิงปรารถนา ตุลยกนิษก์ จักษุแพทย์ กล่าวถึงแนวทางการดูแลรักษาต่อเนื่อง และการฟื้นฟู โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตได้ นัดติดตามตรวจตา และให้คำแนะนำแนวทางการดูแลผู้ป่วย ทั้งแก่ผู้ป่วยเองและญาติที่ดูแล นัดทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกการเดิน การนั่ง การเคลื่อนไหว และการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน มีนัดติดตามที่คลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และวางแผนส่งพบผู้เชี่ยวชาญ Low Vision clinic ที่แผนกจักษุ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติ ได้เข้าอบรม แนวทางในการดูแลตนเอง การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ วางแผนด้านการศึกษา รวมไปถึงการงานและพื้นฐานอาชีพในอนาคต นัดติดตามอาการทางระบบประสาท ที่คลินิกระบบประสาทเด็ก และนัดติดตามอาการเรื่องไซนัสอักเสบ ที่คลินิกหูคอจมูก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด

ทางด้าน แพทย์หญิงวิทิตา แจ้งเอี่ยม รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตกล่าวว่า จากการประชุมของทีมแพทย์และคณะกรรมการวินิจฉัยผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน มีข้อสรุปยืนยันตรงกันว่ากรณีของเด็กอายุ 12 ปี มีอาการตาบอดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน ทั้งนี้การฉีดวัคซีนและการป่วยของน้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีนที่ทำให้ป่วย และในฐานะผู้บริหารจัดการการฉีดวัคซีนในภาพรวม ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า การฉีดวัคซีนอาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง หรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เช่น จะมีไข้อ่อนเพลีย ปวดบริเวณที่ฉีด หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้บ้าง ในส่วนของเด็กอาการที่น่าเป็นห่วงคือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยอุบัติการณ์ของการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบในเด็กภายหลังการฉีดวัคซีน ของไทย เกิดน้อยกว่าต่างประเทศ โดยต่างประเทศพบ 150 คนใน 1 ล้านคน ที่ฉีดวัคซีน ส่วนในประเทศไทย พบเพียง 10 ราย จากสถิติการฉีดจำนวน 3 ล้านคน โดยทั้ง 10 รายรักษาหายเป็นปกติ

โอกาสนี้ จึงอยากจะขอสร้างความเชื่อมั่น การได้รับวัคซีนจะก่อให้เกิดผลดี กับกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม 608 อยากจะให้ทุกคนมาฉีดวัคซีน จะช่วย ลดอัตราความรุนแรงของโรคโควิด19 ลดอัตราการป่วยหนักลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดอัตราการเสียชีวิต ร้อยละ 98-99

พญ.เหมือนแพร บุญล้อม กล่าวว่า ทีมผู้ดูแลน้องได้มีการประชุมทีมกันว่าสาเหตุน่าจะมาจากการได้รับวัคซีนหรือไม่ ผลจากคณะกรรมการพิจารณาของเขต 11 ตอบกลับมาว่า กรณีการที่น้องได้รับวัคซีนกับการที่น้องป่วยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเท่านั้น เป็นเหตุการณ์ที่บังเอิญเป็นช่วงเวลาที่ใกล้กัน ไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลกันไม่ใช่เป็นฉีดวัคซีน

“หมอในฐานะที่เป็นคนที่ดูวัคซีนภาพรวมอยากจะเรียกร้องความมั่นใจของการได้รับวัคซีนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขอเรียนแจ้งว่าการที่เราฉีดวัคซีนเราจะมีผลข้างเคียง ตามที่ทุกท่านทราบว่ามีเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าเจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลียบ้าง หรือว่ามีอาการของคลื่นไส้อาเจียน ส่วนในของเด็กเองที่เจอเยอะแล้วน่ากังวลคือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในต่างประเทศเราเจอประมาณ 150 รายต่อ 1 ล้าน ในประเทศไทยฉีดเด็กมาแล้ว 3 ล้านคน เราเจอประมาณ 10 รายทุกรายมีอาการไม่รุนแรง และรักษาหายปกติ หมออยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านมารับวัคซีน เพราะเป็นการลดอัตราการป่วยหนักลดอัตราการเสียชีวิตได้มากถึง 90%”

ขณะที่ นพ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า เชื้อนี้ทำลายเส้นประสาทเหมือนที่หลายคนพูด ว่า ตา คือ หลอดไฟ เส้นประสาท คือ สายไฟ เหมือนกับสายไฟที่ขาด คือการอักเสบของสายไฟ หรือสายไฟช็อต คือทำให้สายไฟมาไม่ถึงดวงตา ทำให้ตามองไม่เห็น ตัวนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียไม่ใช่เกิดจากวัคซีน โดยเรายื่นเรื่องของเด็กคนนี้ไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องว่ามีผลข้างเคียงจากวัคซีนหรือไม่

ถูกใจข่าวนี้ไหม?

คลิกที่ดาวเพื่อโหวต

ความนิยมข่าวนี้ / 5. จำนวนโหวต:

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน