X

ตรัง สุดยอดตำรวจใช้เวลาว่างทำเกษตรผสมผสาน ยึดหลักปรัชญาพอเพียง

สุดยอดตำรวจคนขยัน ใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ ประกอบอาชีพการเกษตรยึดหลักตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ชนขายผ่านออนไลน์ไปถึงประเทศเขมร สร้างรายได้อย่างงาม

วันที่ 25 มกราคม 2564 ดต.อรุณ ปิยะพงษ์ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.ย่านตาขาว จ.ตรัง อยู่บ้านเลขที่ 40/1 หมู่ 4 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เป็นสุดยอดตำรวจจอมขยัน ใช้เวลาว่างจากการทำงานราชการ สวมชุดเกษตรกรเข้าสวนกรีดยางพาราตั้งแต่กลางดึก และทำสวนปาล์มน้ำมัน ทั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนปาล์มน้ำมันที่มีประมาณ 15 ไร่ ทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งขุดสระใช้น้ำ และเป็นบ่อเลี้ยงปลา และเลี้ยงทุกอย่างที่ขายได้ ทั้งวัวพื้นเมือง วัวชน ไก่พื้นบ้าน ไก่ชน ไก่ไข่ เพาะพันธุ์ปูนา เลี้ยงกุ้งฝอย หอยขมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประหยัดต้นทุน ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และให้ทุกอย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น เลี้ยงวัว ในสวนปาล์มน้ำมัน ทั้งวัวพื้นเมือง และวัวชน ไม่ต้องว่าจ้างคนตัดหญ้าในสวน ไม่ต้องเสียเงินซื้อยาฆ่าหญ้า แต่จะปล่อยวัวที่เลี้ยงเอาไว้จำนวน 13 ตัว ให้กินหญ้าในสวน ถ่ายในสวน ทำดินดีอุดมสมบูรณ์ มูลไก่ก็เป็นปุ๋ยในสวน ลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยบำรุงต้นปาล์มน้ำมัน ทำต้นปาล์มน้ำมันออกผลผลิตดกเต็มต้น นอกจากนั้น ยังเลี้ยงแหนแดงไว้เป็นโปรตีนหลักให้แก่สัตว์ได้กินทั้งกินสดและตากแห้งบดผสมอาหาร โดยในส่วนของปลา ทั้งปลาดุก ปลาหมอ และปลานิล โดยแต่ละสัปดาห์สามารถจับปลาขายได้สัปดาห์ละ 700 – 800 บาท นอกจากนั้นยังเลี้ยงไก่พื้นบ้านนับร้อยตัว, ไก่ไข่ จำนวน 34 ตัว ซึ่งไก่ไข่นั้น ซื้อแม่ไก่ไข่ที่เขาปลดระวางแล้ว ไม่เอาแล้ว มาในราคาตัวละ 75 บาท แล้วนำมาเลี้ยงให้กินอาหารจนเพียงพอ แม่ไก่ไข่ก็สามารถออกไข่ได้อีกไปเป็นปี โดยขณะนี้สามารถเก็บไข่ได้ทุกวันๆ ละประมาณ 20 ฟอง จะมีคนสั่งจองไว้แล้ว โดยขายกันเองฟองละ 3 บาท แต่หากนำไปขายในตลาดจะขายฟองละ 4 บาท โดยในส่วนของอาหารที่จะเลี้ยงไก่ไข่ ไก่พื้นบ้าน ไก่ชน และปลา จะทำเองแบบวันต่อวัน ส่วนผสมของอาหาร เช่น ใบเตยหอม ยอดมันปู ซึ่งเป็นสมุนไพร กากหมู กากมะพร้าว หยวกกล้วย ปลาป่น ข้าวโพด รำข้าว เปลือกปู รวมทั้งเศษผักต่างๆ ที่หามาได้ นำมาหมักผสมกันแล้วบด และนำมาเลี้ยงสัตว์ ตกค่าอาหารวันละประมาณ 10 บาท

นอกจากนั้นยังมีการเพาะเลี้ยงไก่ชน ขายได้ทั้งลูกไก่ แม่ไก่ และไก่ตัวเต็มวัยที่พร้อมจะชน รวมทั้งเดือยไก่ ทั้งเดือยไก่ตัวเมีย และเดือยไก่ตัวผู้ โดยเฉพาะเดือยไก่ตัวเมีย จะหายากเป็นที่ต้องการ เพราะทนทาน แข็งแกร่งกว่า โดยเดือยไก่ความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ก็สามารถถอดขายได้แล้ว โดยขายคู่ละ 500 บาท ที่สำคัญไก่ชน หากเลี้ยงได้อายุประมาณ 11 เดือน จะเสนอขายทางออนไลน์ไปยังผู้ซื้อที่ประเทศเขมร (กัมพูชา ) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ต้องการรับซื้อไก่ชนจากไทย โดยจะทำการคัดเอาไก่ชนที่มีลักษณะดี เป็นที่ต้องการมาแยกขังและเลี้ยงเดี่ยวขุนไว้รอขาย ทั้งนี้ ราคาจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ขึ้นอยู่กับลีลาการชน ของแต่ละตัว โดยมีการถ่ายภาพนิ่ง ตัวไก่ทั้งรูปพรรณสัณฐาน ลักษณะไก่ หน้าตา ปีก ขน รวมทั้งอัดคลิปวีดีโอขณะซ้อมไก่ แล้วเสนอขายผ่านทางออนไลน์ไปยังผู้ซื้อที่ประเทศเขมร ราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 1,500 – 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับลีลาการชนของไก่แต่ละตัว โดยแต่ละเดือนจะมีไก่ชนเสนอขายประมาณ 20 ตัว แต่จะขายได้เดือนละประมาณ 7-10 ตัว ซึ่งถือเป็นรายได้อย่างงาม ทั้งนี้ เริ่มต้นจากที่เป็นคนชอบไก่ชนและเลี้ยงมาเป็น 10 ปีแล้ว และเห็นว่าเขมรต้องการไก่ชนมาก จึงทำเป็นจริงเป็นจัง เพาะเลี้ยงส่งขายเขมร และหากเป็นไก่ชนสีขาว นักเลงไก่ชนเขมรจะนิยมมาก รับซื้อไม่อั้นมีเท่าไรก็เอาทั้งหมด ทั้งนี้ หลังเสนอขายและตกลงราคากันได้แล้ว ผู้ซื้อก็จะโอนเงินเข้าบัญชี และจะมีรถเดินทางมารับไก่ชนตั้งแต่ใต้สุด จ.นราธิวาส ยะลา สงขลา พัทลุง และตรัง จากนั้นนำไก่ไปส่งที่ชายแดน ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว

ดาบตำรวจอรุณ ปิยะพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 15 ไร่ แต่มีการแบ่งพื้นที่สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน ขุดสระ เลี้ยงปลา และเลี้ยงวัว ตนเองชอบไก่ชน และชอบวัวชน จึงเลี้ยงวัวชน วัวพื้นบ้าน ชอบการเกษตร จึงขุดบ่อไว้สำหรับการเกษตร และหันมาจับธุรกิจเลี้ยงไก่ชนส่งเขมรด้วย โดยทำมาได้ปีกว่าแล้ว แรกๆเป็นรายได้เสริมที่ดีแต่ก็กลายเป็นรายได้สำคัญให้กับตัวเองไปแล้ว โดยแต่ละเดือนจะถ่ายคลิป ภาพนิ่ง ส่งไปเสนอขายทางออนไลน์เดือนละประมาณ 20 ตัว แต่ขายได้จริงเดือนละประมาณ 7-10 ตัว แม่ไก่ก็ขายได้ ลูกไก่ก็ขายได้ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยลูกไก่ชนตัวละประมาณ 300 บาท แล้วแต่จะตกลงราคากัน ส่วนไก่ชนราคาตั้งแต่ 1,500 – 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับลีลาการตีของแต่ละตัว และการตกลงราคา ขณะที่รายได้จากสวนปาล์มน้ำมัน ขณะนี้ราคาดีมาก กิโลกรัมละ 6 -7 บาท ซึ่ง 15 วัน จะตัดขายครั้ง ได้ครั้งละประมาณ 2 ตัน ปลูกมา 6 ปีแล้ว ขณะนี้ได้รวมกลุ่มกับสมาชิกของหมู่บ้านประมาณ 30 ครัวเรือน ผลักดันเป็นแหล่งเรียนรู้ของหมู่บ้าน โดยแนวคิดในการทำเกษตรของตนเอง เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว และเมื่อได้ไปศึกษาดูงาน ก็นำมาประยุกต์ใช้พัฒนาในสวนตัวเอง โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประหยัดต้นทุน ลำดับแรกทำพื้นที่ให้มีค่าทั้งหมด ใช้ธรรมชาติบำบัดตัวเอง ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ทั้งพืชและสัตว์พึ่งพาซึ่งกันและกัน ทำให้ประสบความสำเร็จได้ นอกจากนั้น เลี้ยงทุกอย่างที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต้องการ เช่น เลี้ยงปูนา เลี้ยงหอยขม และเลี้ยงกุ้งฝอย หากวันไหนมีตลาดนัด และไม่ตรงกับวันหยุด ตนเองก็จะจับปลาไปขายตลาดเองด้วย

ถูกใจข่าวนี้ไหม?

คลิกที่ดาวเพื่อโหวต

ความนิยมข่าวนี้ / 5. จำนวนโหวต:

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน