X

ผนึกพลังชาวอันดามัน ‘สร้างพื้นที่ปลอดภัย’ แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน

()

‘สช.’ ชูแนวคิดสานพลัง ใช้ ‘สมัชชาสุขภาพ’ และ ‘ข้อตกลงร่วม’ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นำร่องสร้างพื้นที่ปลอดภัย ‘ราไวย์-ทับยาง’ เปิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินร่วมกัน วางเป้าภายใน 2 ปี

พังงา, ภูเก็ต – จากกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างเอกชน หลังเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 นายทุนเริ่มเข้าไปทำอุตสาหกรรมในชุมชนแถบอันดามัน ทำให้พื้นที่บ้านราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประมาณ 19 ไร่ ที่เป็นแหล่งอาศัยและที่ดินทำกินของชาวบ้านกว่า 1,000 ชีวิต 256 ครัวเรือน และชุมชนบ้านทับยาง ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา บนพื้นที่ทั้งหมด 100 กว่าไร่ 112 ครัวเรือน เรียกร้องและรักษาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินของตนเอง จนเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างเอกชน รวมกว่าร้อยคดีจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2565 นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2565-2566 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ลงพื้นที่ชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และบ้านทับยาง ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ศึกษาบริบทข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาข้อขัดแย้งในพื้นที่ กรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างชุมชนกับเอกชน ภายใต้ ‘โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการและลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเด็นการปฏิรูประบบยุติธรรมชุมชนเพื่อสังคมสุขภาวะในประเทศไทย พื้นที่ภาคใต้ : ชาวเล การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืนและการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการยุติธรรมชุมชน’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ประเด็นยุติธรรมชุมชนถูกกำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งโจทย์สำคัญที่ต้องทำงานต่อคือ การประสานงานและการออกแบบอำนาจหน้าที่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ และจะทำให้อย่างไรให้ทุกภาคส่วนก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่องของการบุกรุกที่ดิน โดยสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่แห่งวิถีชีวิตของชาวเลและพื้นที่แห่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุนชนได้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นประเด็นร่วม คือ พลังร่วมของอันดามัน หลังจากนี้ต้องทำการบ้านต่อ โดยสิ่งท้าทายสำคัญที่วางเป้าไว้ภายใน 1-2 ปีนี้ ต้องเกิดการสร้างพื้นที่กลาง ที่จะเป็นพื้นที่แห่งความเชื่อใจและปลอดภัยของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยเครื่องมือสมัชชาสุขภาพ หรือธรรมนูญสุขภาพที่เป็นข้อตกลงร่วม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ด้านนายไมตรี จงไกรจักร มูลนิธิชุมชนไท กล่าวถึงกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างเอกชนว่า สิ่งสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหา คือ
1.ต้องทำให้เกิดพลังชุมชน 2.ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้ 3.ต้องสร้างกำลังใจและความมั่นคงด้านอื่น ๆ ด้วย 4.ต้องสร้างแนวทางในเกิดการพึ่งพาตนเองโดยเฉพาะในภาวะวิกฤต และ 5.ต้องมีกฎหมายหรือนโยบายรองรับ เช่น ภาษีที่ดิน พ.ร.บ.โฉนดชุมชน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดต้องทำควบคู่กันไปพร้อมกับการหาวิธี กลไก ช่องทางต่างๆ และสร้างความเข้มแข็งรวมถึงความรู้ความเข้าใจในทุกภาคส่วน

ส่วน ผศ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถแก้ไขเชิงโครงสร้างหรือระบบได้ แต่พลังชุมชนจะสามารถสร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญ “เชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งจะเป็นบทเรียนที่ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นโอกาสและความท้าทายในการพัฒนา รวมถึงเป็นการขยายแนวคิดถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน…นี่คือความเติบโตของสังคมที่จะได้เรียนรู้และก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

 

ถูกใจข่าวนี้ไหม?

คลิกที่ดาวเพื่อโหวต

ความนิยมข่าวนี้ / 5. จำนวนโหวต:

ติดตามข่าวสารผ่าน Line 77 ข่าวเด็ด กดปุ่มเพิ่มเพื่อนเลย

เพิ่มเพื่อน

ลักขณา สุริยงค์

ลักขณา สุริยงค์

ทำหน้าที่สื่อมวลชนมาเกือบ 30 ปี ทั้งงานสายข่าวและจัดรายการทีวี-วิทยุมานับไม่ถ้วน "ไม่เป็นกลาง แต่เป็นธรรม พร้อมนำเสนอความจริง"