ศบศ. เคาะโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ห้ามใช้ร้านสะดวกซื้อ พร้อมเติมบัตรคนจน 500 บาท 3 เดือน

กรุงเทพฯ – ศบศ. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพิ่มกำลังซื้อผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ‘คนละครึ่ง’ ห้ามใช้ร้านสะดวกซื้อ รับทราบแนวทางเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ ปรับปรุง Smart Visa และ Elite Card

วันที่ 16 กันยายน 2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ร่วมแถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ครั้งที่ 3/2563 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

รับทราบความคืบหน้ามาตรการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา บรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงแนวทางการเปิดรับนักธุรกิจจากต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ ศบค. ปรับปรุงแนวทาง เงื่อนไข สำหรับกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มวิศวกรที่มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศไทย ที่จะขอเดินทางเข้ามา

รับทราบแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการแล้ว เมื่อ 15 ก.ย. โดยจะเร่งรัดมาตรการเสริมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้การดำเนินการอย่างรัดกุมรอบคอบ

♦เห็นชอบหลักการมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 500 บาท/คน ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2563 มีผู้ถือสิทธิ 14 ล้านคน

2.โครงการคนละครึ่ง ภาครัฐจะร่วมจ่าย (Co-pay) เน้นช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานราก ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีกลุ่มเป้าหมาย 10 ล้านคน โดยจะเปิดลงทะเบียนช่วงกลางเดือนตุลาคม คาดว่าจะมีการใช้จ่ายตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ไม่เกินคนละ 3,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่ แผงลอย ที่ไม่ใช่นิติบุคคลหรือร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์

♦เห็นชอบในหลักการ ข้อเสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (Permanent Resident Permit) และแนวทางการปรับปรุงมาตรการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็น กรณีพิเศษ (Smart Visa) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร และผู้ประกอบการวิสาหกิจ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พิจารณาจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมแก้ไขปรับปรุง Smart Visa ให้เชื่อมโยงกับการลงทุน อาทิ การซื้ออาคารชุดและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์เงินขั้นต่ำและสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายให้กลับไปพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติม Elite Card เชื่อมโยงการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการลงทุนด้วย

♦เห็นชอบข้อเสนอแนะการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา (Credit term) ในประเทศไทย เพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม SMEs ที่เป็นผู้จัดส่งสินค้าและวัตถุดิบการผลิต (Supplier) แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำหนดมาตรฐานระยะเวลา Credit term ที่เหมาะสมช่วงระยะเวลา 30 – 45 วัน ตามประเภทธุรกิจ โดยให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย พร้อมกำหนดบทลงโทษ กรณียกเว้น และกลไกการติดตามตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ได้ชี้แจ้งว่า บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก็กำหนด Credit term ในระยะเวลา 30 วัน ด้วย

♦เห็นชอบมาตรการบริหารเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการบริหาร สถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มที่ 1 คือ การเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 7 โครงการ เช่น โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ระบบขนส่งมวลชน พัฒนาท่าเรือ

กลุ่มที่ 2 การปรับปรุงโครงสร้างหรือกฎระเบียบในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน 4 มาตรการ

กลุ่มที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อการปรับปรุงบริหารเงินกองทุนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

กลุ่มที่ 4 การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Pre-feasibility Study) ของโครงการสะพานไทย โดยก่อสร้างสะพานจากจังหวัดชลบุรีมายังจังหวัดเพชรบุรี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า จะมีการเร่งรัดนำผลการประชุมวันนี้ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้การดูแลพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วต่อไป

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่

เสริมหน้าอก คลินิกศัลยกรรม

แสดงความคิดเห็น