สมาคมบอลฯ แฉกลับ ‘บังยี’ หวิดทำล้มละลาย ทำสัญญาแย้งกันเองในวันเดียว

กรุงเทพฯ – สมาคมฟุตบอลฯ ชี้แจง เหตุบอกเลิกสัญญาผู้บริหารสิทธิประโยชน์ เพราะทำสัญญาแยังกันเองวันเดียว 2 ฉบับและไม่เป็นธรรม เสี่ยงทำสมาคมฯ ล้มละลาย และยังไม่เกิดความเสียหายจากการถูกฟ้องร้อง

วันที่ 21 มกราคม 2563 กรณี นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงถึงการบริหารงานของ สภากรรมการชุดปัจจุบัน ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เกิดความเสียหาย ถูกศาลพิพากษาให้สมาคมจ่ายค่าเสียหาย 50 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด สมาคมได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น พร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี (ตามเอกสารประกอบ 1) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์แล้ว สมาคมยังไม่ได้จ่ายเงิน จึงยังไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาคม

ทั้งนี้ สภากรรมการจำเป็นต้องให้สมาคมบอกเลิกสัญญา เนื่องจากไม่สามารถลงมติได้ว่า สมาคมจะยึดถือสัญญาฉบับใด เพราะพบว่าสัญญาที่ทำไว้ในสมัยของ นายวรวีร์ มะกูดี มีสัญญา ‘แต่งตั้งผู้บริหารสิทธิประโยชน์ฟุตบอลลีกอาชีพ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์’ 2 ฉบับ ลงวันที่เดียวกัน (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556) ฉบับหนึ่งให้ผลตอบแทน 5 % (ตามเอกสารประกอบ 2) แต่อีกฉบับหนึ่งให้ผลตอบแทน 50 % (ตามเอกสารประกอบ 3)

ส่วนฉบับที่ 3 หลังจากสมาคมถูกฟ้องคดีดังกล่าว จึงได้รับสัญญาฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2558 จากโจทก์ (ตามเอกสารประกอบ 4) สัญญามีลักษณะนำสิทธิประโยชน์ของสมาคมไปเป็นทุน โดยรายได้ทั้งหมดที่เกิดจากการบริหารสิทธิประโยชน์ หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น หากมีกำไรจะแบ่งกันคนละครึ่ง หากขาดทุนสมาคมจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ เลย การลงทุนลักษณะดังกล่าว เปรียบประดุจการลงทุนในห้างหุ้นส่วน สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สมาคมเกิดความเสียหายถึงขั้นล้มละลายได้

สัญญานี้มีลักษณะเป็นการมอบการบริหารจัดการทั้งปวง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของสมาคม ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคู่สัญญาอีกฝ่ายแต่ผู้เดียว ทำให้สภากรรมการไม่สามารถกำหนดทิศทาง หรือนโยบายในการบริหารจัดการสมาคมได้ และสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรม ที่ให้สมาคมได้รับค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ 5 หรือ 50 % เท่านั้น

การที่สภากรรมการบอกเลิกสัญญา จึงได้พบความเป็นจริงดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการปกปักษ์รักษาสมาคมไว้อย่างทันท่วงที สามารถรักษาผลประโยชน์อันเกิดจากสิทธิประโยชน์ของสมาคมไว้ เพื่อนำมาพัฒนากีฬาฟุตบอลของชาติต่อไป

ในระหว่างการสืบพยานคดีดังกล่าว สมาคมยังพบหลักฐานการโอนเงินระหว่าง บริษัท คู่สัญญา กับอดีตนายกสมาคม เอกสารการสั่งจ่ายระบุให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ รายการ ค่าดำเนินการ TPL 2013 ลงวันที่ 25 เมษายน 2556 จำนวนเงิน 7 ล้านบาท แต่เงินดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของ อดีตนายกสมาคมฯ ซึ่งนำมาสู่การที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่ศาลแขวงปทุมวัน หมายเลขคดีดำที่ อ.4/2562 ในข้อหาหรือฐานความผิด ‘ร่วมกันยักยอกทรัพย์’

ขณะที่ ‘บังยี’ ระบุ ถูกตัดสิทธิ ไม่เป็นธรรม พร้อมยื่นฟ้องให้ตัดสิทธิ พล.ต.อ.สมยศ ด้วย
วันนี้ นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงข่าวกรณีถูกตัดสิทธิการสมัครลงชิงตำแหน่ง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เหตุขาดคุณสมบัติ โดยชี้แจงว่า ข้อบังคับที่ระบุว่า ห้ามผู้ที่ถูกสมาคมฯฟ้องลงสมัคร ขัดกับ พ.ร.บ.กีฬา ที่ระบุว่า คดีต้องถึงที่สุดก่อน และคดีของตนเองก็ยังไม่ถึงที่สุด ส่วนที่ถูกฟีฟ่าลงโทษนั้น ศาลกีฬาโลกพิพากษาให้พ้นโทษแบน และเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ดังนั้น การตัดสิทธิจาก 2 ข้อนี้ จึงไม่เป็นธรรม จึงร้องไปยังผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งรับปากจะรีบดำเนินการให้ รวมทั้งยื่นฟ้องให้ตัดสิทธิ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ลงสมัครชิงตำแหน่งเช่นกัน เนื่องจากทำความเสียหายให้แก่สมาคมฯ จากคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญหา ให้จ่ายเงินชดใช้ให้แก่ บริษัท สยามสปอร์ตจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งผิดข้อบังคับชัดเจน และเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ได้ไปยื่นฟ้องต่อเอเอฟซี เรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นในสมาคมฯ แล้วด้วย

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น