เหมาเครื่องบินไปดูหนังเชียงใหม่

จดหมายเหตุเมืองน่าน ตอนพิเศษ 1 ฅนเฒ่าเล่าหื้อฟัง เรื่องฆึ ฆึ เกล็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์

การเขียนบทความนี้ เกิดจากหลังค้นคว้าเอกสารทางประวัติศาสตร์เมืองน่าน อาทิ ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่านให้ แสนหลวงราชสมภาร แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง พิมพ์แจกในงานปลงพระศพ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ พ.ศ.2461 พิมพ์ที่โรงโสภณพิพรรฒธนากร กรุงเทพฯ ขุนพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) เปรียญ เปนผู้ตรวจต้นฉบับ

อีกทั้งเอกสารวิชาการต่างๆ จากที่อ่านศึกษาพบว่า บทความต่างๆ จะอยู่ในรูปแบบบทความวิชาการที่เข้าถึงไม่ยาก แต่เข้าใจยาก คงด้วยความรู้ความสามารถด้านวิชาการมีน้อย เพราะการอ่านบทความต่างๆ ต้องไปตีความ หากนำเสนอไปคนละความหมายของผู้เขียนจะผิดพลาดได้

จึงมีคิดว่า ควรนำเสนอเรื่องที่ไม่ถูกบันทึกไว้ ตำนานของแต่ละที่ ที่เล่าสืบต่อกันมา ส่วนจะจริงหรือไม่จริง ถูกต้องหรือไม่นั้น ด้วยเป็นเรื่องเล่าที่เล่าในพื้นที่ โปรดใช้วิจารณญานในการรับข้อมูล และไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ รับชมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น จดหมายเหตุเมืองน่าน ฅนเฒ่าเล่าหื้อฟัง กำสีเนความฆึ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้รับมาเจตนาใช้เป็นทางเลือกในการเผยแพร่เกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ในอดีตของเมืองน่าน

ฆึ หรือ คึ การเขียนทั้งสองคำไม่มีคำไหนถูกหรือผิด แต่ความหมายสื่อถึงอีกฝ่ายเชิงชื่มชมหรือชมเชย จากการจำกัดความของ พันตรี พิบุญชัย ณ ลำพูน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มีประสบการณ์ในด้านงานเขียนบทความต่างๆ ทั้งเป็นบรรณาธิการผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์น่านนิวส์ ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

คำว่า “ฆึ” หรือ “คึ” เป็นภาษาพื้นเมืองล้านนาซึ่งสะกดด้วยอักขระล้านนา ตัวสะกดทั้งตัว ฆ หรือ ค จึงไม่มีคำไหนเขียนถูกหรือผิดตามหลักภาษาศาสตร์ เป็นการใช้คำสะกดเพื่อออกเสียงให้ใกล้เคียงคำเฉพาะ ที่ไม่มีในภาษาไทย ความหมายของคำสั้นๆ นี้หมายถึงสิ่งที่ทำ เป็นสิ่งที่สุดยอด ยิ่งใหญ่ อลังการ จะใช้เพื่อสื่อถึงการตื่นเต้น เมื่อพบเจอกับสิ่งที่ไม่ค่อยพบเจอบ่อย เช่น วันนี้แต่งตั๋วอย่างฆึ (วันนี้แต่งตัวเนียบสุดยอด)

หรือจะใช้สื่อถึงความเว่อร์วังอลังการก็ได้ โดยมากแล้วหากทำอะไร ฆึ ฆึ จะเป็นเรื่องที่ผู้คนเล่าลืออื้ออึงกันมาหรือในภาษาล้านนาว่า เป็นกำสีเน หรือคำเล่าลือ กำสีเนความฆึ จึงจำกัดความได้ว่า เป็นคำเล่าลือถึงการกระทำที่สุดยอด เวอร์วังอลังการ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม จนเล่าลือจนถึงทุกวันนี้ หรือจะใช้ภาษาอังกฤษว่า amazing muang nan.ก็ได้หากดูให้ทันสมัย ส่วนที่ว่าจะ ฆึ แค่ไหนนั้นขอนำเสนอเรื่องแรก เหมาเครื่องบินไปดูหนังที่เชียงใหม่

สำหรับเรื่องแรก เหมาเครื่องบินยกลำบินตรงไปดูหนังที่เชียงใหม่ เรื่องนี้ เรียบเรียงจากบทความของคุณพ่อทวี เหลี่ยมวานิช โดยผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะละเมิดสิทธิในงานเขียน เพียงแต่อยากนำบทความดังกล่าวเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้แก่สาธารณะชน จากที่เหมาเครื่องยกลำ บินชมวิวและเลยไปทานข้าวเย็นนอนเล่นและดูหนังที่เชียงใหม่ สร้างเรื่องเล่าอีกหน้าของประวัติศาสตร์ ที่ป้อเลี้ยงเวียงสา-นาน้อย แสดงความฆึพากันเช่าเหมาลำเครื่องบินเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว ไปเที่ยวเชียงใหม่

โดยคุณพ่อ ทวี เหลี่ยมวานิช ได้เล่าว่าเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา ที่จังหวัดแพร่จัดงานฤดูหนาวประจำปี 2493 บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด หรือ  Thai Airways Company Limited ปัจจุบันโอนกิจการไปรวมกับการบินไทยในปี 2531 ตามนโยบายของรัฐบาลสมัยนั้น ได้นำเครื่องบินบินมาจัดทำการแสดงการบินที่สนามบิน จังหวัดแพร่

โดยให้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจที่อยากจะลองนั่งโดยสารเครื่องบิน ชื้อตั๋วโดยสารบินขึ้นชมทัศนียภาพรอบๆ ตัวจังหวัดแพร่ ในราคาคนละ 20 บาทต่อรอบหากดูค่าเงินปัจจุบันอาจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าสมัยเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องธรรมดาต้องระดับพ่อค้าคหบดีเศรษฐีเท่านั้น

คิดคำนวนแล้วประมาณ 647.92 เท่า หากอธิบายวิธีคิดคงยาว ฉนั้นเงิน 20 บาทสมัยนั้นเทียบมูลค่าปัจจุบันได้ประมาณ 13,000 บาท โดยทางบริษัท เดินอากาศไทย จำกัดได้เปิดโอกาสให้เช่าเหมาลำเครื่องบินบินไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่และพักค้างแรมที่เชียงใหม่ได้หนึ่งคืน

เถ้าแก่ปุ่ย หรือนายไต้ปุ่ย แซ่ซือ คหบดีเจ้าของร้านไช่ฮงที่ประกอบกิจการธุระกิจขายส่งเป็นเป็นร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อยู่แถวตลาดอำเภอเวียงสาในขณะนั้น และมีร้านค้าในตัวอำเภอนาน้อยเป็นลูกค้าประจำของร้านไช้ฮงเป็นส่วนมาก ทางเถ้าแก่คงไปได้ข่าวเรื่องเช่าเหมาลำเครื่องบินบินไปเที่ยวเชียงใหม่

อาจได้ยินมาจากเพื่อนพ่อค้าด้วยกันที่อยู่ที่จังหวัดแพร่จังหวัดแพร่ จึงชวนญาติๆ ในตลาดเวียงสา และลูกค้าขาประจำของท่านในอำเภอนาน้อย รวมแล้วได้ 20 กว่าคน ร่วมกันเช่าเหมาเครื่องบินบินไปเที่ยวเชียงใหม่หนึ่งเทียว

ในราคาเท่าไหร่ไม่ทราบได้เพราะคุณพ่อ ทวี เหลี่ยมวานิช ขณะนั้นยังอยู่วัยเด็กชาย ครอบครัวพ่อค้านาน้อยที่พอจำได้คือ นายฮงแซะ แซ่เหลี่ยม เตี่ยผม ตัวผม เจ้ซาย หรือนางครองสิน ปานพินิจ เจ้สาคร หรือนางสาคร นิยมกุล กิม หรือนางวัฒนาพร เกศวพิทักษ์ ท่านผู้ใหญ่มี สิงหราไชย แม่คำ สิงหราไชย ท่านกำนันตุ๊ แก้วราเขียว พี่บุญตุ้ม แก้วราเขียว

พวกเราเดินทางมาอำเภอเวียงสาด้วยเท้า ออกจากบ้านที่อำเภอนาน้อย ไปนอนพักค้างคืนที่อำเภอเวียงสา รุ่งเช้าร่วมกับคณะตลาดเวียงสา นั่งรถบรรทุกโดยสารเดินทางไปจังหวัดแพร่ ถึงสนามบินแพร่ ก็เวลาประมาณ 11.00 น.

คุณพ่อ ทวี เหลี่ยมวานิช เล่าว่า ในสนามบินแพร่ เห็นเครื่องบินจอดอยู่ลำหนึ่ง นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นเครื่องบินที่จอดอยู่ในสนามบิน ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่เครื่องบินบินผ่านหัวไปมานานๆ ครั้งเท่านั้น เป็นเครื่องใบพัด 2 เครื่องยนต์ มาทราบภายหลังว่าเครื่องบินชนิดนี้ มีชื่อว่า ดาโกต้า

เป็นเครื่องลำเลียงของกองทัพอากาศอเมริกาที่ใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามแล้ว บริษัทเดินอากาศไทยจำกัด ได้ชื้อมาทำเป็นเครื่องบินโดยสารบินรับส่งผู้โดยภายในประเทศและประเทศข้างเคียง

หลังจากเวลาผ่านประสักครึ่งชั่วโมง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าหน้าที่สนามบินก็พาพวกเราไปขึ้นเครื่อง พวกเราก็หิ้วสัมภาระที่ติดตัวมาขึ้นไปเลย โดยไม่มีการตรวจตราและชั่งน้ำหนักสัมภาระใดๆ เหมือนปัจจุบันทั้งสิ้น ที่บนเครื่องมีประมาณสามสิบที่ ใครจะเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ ไม้มีแอร์โฮสเตส มีเพียงนักบิน 2 คน ไม่มีห้องนักบิน ผู้โดยสารสามารถมองเห็นการทำงานของนักบินได้เหมือนเห็นการขับรถเมล์ของคนขับรถสมัยโบราณ

แรกๆ ภายในตัวเครื่องอากาศร้อนอบอ้าวพอควร ทั่งที่เป็นฤดูหนาว จนนักบินได้ติดเครื่องยนต์  เพื่อแท็กซี ไปตั้งลำบนรันเวย์ อากาศจึงค่อยเย็นลง ลืมไปเหมือนกันว่าบนเพดานมีพัดลมหรือไม่ เมื่อเครื่องบินบินขึ้นและไต่ระดับได้ที่แล้ว ผมซึ่งอยู่ในวัยกำลังจะรุ่น

คุณพ่อ ทวี เหลี่ยมวานิช เล่าต่อว่า จึงมีความกล้าเดินไปยืนข้างหลังนักบิน 2 คนที่กำลังบังคับเครื่องอยู่ เครื่องบินคงจะบินไม่สูงนัก จึงมองเห็นภาพที่อยู่ข้างล่างอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทาง รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากับทัศนีย์ภาพอันงดงามเบื้องล่าง ที่มีภูเขาเต็มไปหมดป่าไม้เขียวขจีปกคลุมไปทั่ว

ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันนี้เป็นอันมาก สังเกตุเห็นเครื่องบินจะบินตามทางรถไฟ และแม่น้ำเกือบตลอด และตกหลุมอากาศบ่อย จนถึงเชียงใหม่ เมือถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ลงจากเครื่องแล้วนั่งสามล้อเข้าไปในตัวเมือง ต่างคนต่างแยกย้ายกัน บ้างไปพักค้างบ้านญาติ บ้างก็นอนโรงแรม แต่ได้มีนัดแนะกันตอนกลางคืนจะไปดูหนัง ที่โรงหนังศรีนครพิง ที่กำลังฉายหนังไทยเรื่องวังหลวงวังหลังอยู่

ขณะนั้นเชียงใหม่มีโรงหนังอยู่เพียง 2 โรง คือโรงหนังตงก๊กตั้งอยู่ที่ท่าแพ ภายหลังเปลี่ยนเป็นศรีวิศาลเป็นโรงหนังเก่า ฝาโรงยังหนังล้อมโดยสังกะสี และอีกที่คือโรงหนังศรีนครพิง เป็นโรงหนังสร้างใหม่เป็นตึก ตั้งอยู่แถวช้างม่อย

การได้ดูหนังเรื่อง วังหลวงวังหลัง ของผมนับว่าเป็นหนังไทยเรื่องที่ 2 ที่ผมเคยได้ดูหลังเคยดูเรื่องบ้านไร่นาเรา ที่โรงหนังที่เมืองน่าน (ไม่รู้จักชื่อ )ตั้งอยู่โรงเรียนซินจงในปัจจุบันมาก่อนแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2483 เป็นช่วงเวลาระหว่างสงคราม ไทยกับอินโดจีนฝรังเศสห่างกัน 10 ปี

หนังบ้านไร่นาเราเป็นหนังขาวดำขนาด 35 ม.ม. มี เรืออากาศโททวีจุลทรัพย์ ปัจจุบัน ชั้นยศขณะนั้น พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ แสดงเป็นพระเอก นางสาวอารี ปิ่นแสง ปัจจุบันคือ คุณหญิงอารี จุลทรัพย์ แสดงเป็นนางเอก

รุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับพวกเราเข้ากาดหลวง (ตลาดวโรรส) ซื้อกะหล่ำดอกคนละชลอม เพื่อเป็นของฝากญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนฝูงและบ้านใกล้เรือนเคียง เพราะในสมัยนั้นกะหล่ำดอกยังเป็นของใหม่ สำหรับคนเมืองน่านอยู่เลย

เป็นอย่างไรบ้างกับความฆึของเรื่องนี้ เหมาเครื่องบินบินไปดูหนังกินข้าวเย็นเชียงใหม่ แต่จากการวิเคราะห์ขิงผู้เขียน การไปได้ยินเพื่อนเล่ามาว่าเมืองแพร่เขาเปิดให้ซื้อตัวขึ้นไปชมทิวทัศน์รอบเมืองได้ ไม่รู้ไปได้ยินมาอย่างไร ถึงทุ่มทุนเหมาลำเครื่องบินไปดูหนังที่เชียงใหม่ เพราะโรงหนังในอำเภอเมืองก็มี

77ข่าวเด็ด ประจำจังหวัดน่าน รายงาน

ไชยรัตน์ รัตสิมวงศ์

ไชยรัตน์ รัตสิมวงศ์

ลูกเป็ด เฝ้าน่าน