คืบหน้ากรณีที่หญิงสาวแท้งลูกออกมาโพสต์ถูกโรงพยาบาลรัฐปฏิเสธการรักษา

คืบหน้าจากกรณีที่หญิงสาวแท้งลูกออกมาโพสต์ถูกโรงพยาบาลรัฐปฏิเสธการรักษา ล่าสุดทางรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชน ว่าเป็นการตัดสินใจของคนไข้ และอีกประเด็นหนึ่งถือว่าเป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงเด็กตายเพราะเรา คืออันนี้ตนอาจจะต้องยอมรับว่า เป็นขบวนการสื่อสารที่ไม่ได้อธิบายให้คนไข้เข้าใจ 

เมื่อช่วงสายของวันนี้ที่ 6 ตุลาคม 2562 ที่ห้องประชุมชัน 4 โรงพยาบาลสมุทรปราการ นายปฎิวัติ  วงศ์งาม รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ 2 โรงพยาบาลสมุทรปราการ ได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนว่า  ในประเด็นนี้ทางโรงพยาบาลเราก็ยืนยันว่าเราไม่มีนโยบายที่จะผลักใสคนไข้ และเราก็ให้การรักษาโดยที่ไม่คิดถึงเรื่องสิทธิ์อยู่แล้ว แต่อันนี้เป็นการตัดสินใจของคนไข้ และอีกประเด็นหนึ่งอันนี้ถือว่าเป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงเด็กตายเพราะเรา คืออันนี้ตนอาจจะต้องยอมรับว่า เป็นขบวนการสื่อสารที่ไม่ได้อธิบายให้คนไข้เข้าใจ ว่านี่คือการเข้าสู่กระบวนการแท้งแล้ว ด้วยอายุครรภ์ประมาณ 18 สัปดาห์ เด็กไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะน้ำหนักเด็กไม่ถึง 2 ขีดพอน้ำหนักไม่ถึง 2 ขีดไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สามารถช่วยเด็กได้ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้สื่อสารให้แม่เขาเข้าใจว่า ตอนนี้ได้เข้าสู่กระบวนการแท้งแล้ว ยังไงก็ต้องมีการสูญเสียแน่ ๆ  มันเลยกลายเป็นเหมือนว่าจะไม่ให้คลอดไรแบบนี้ แต่จริง ๆ ก็คือกระบวนการแท้ง เนื่องจากเราเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสิทธิ์ใด ๆ เราก็ให้บริการทุกสิทธิ์เสมอกัน ไม่ว่าจะมีการขัดสนเรื่องเงินทาง โรงพยาบาลภาครัฐจะต้องรับภาระเรื่องของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และในเรื่องสิทธิ์ประกันสังคม เราจะเห็นได้ว่าคนไข้รายนี้มีสิทธิ์ประกันสังคมด้วย เพราะว่าประกันสังคมจะให้เหมาจ่ายเป็นการคลอดต่อครั้ง แต่การที่จะไปฝากท้องหรือไปคลอดโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายมันไม่พอ ก็เลยแห่กันมาใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ สำหรับคนไข้รายนี้บ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาลเรา ก็อยากจะแนะนำว่าถ้าเลือกประกันสังคมของโรงพยาบาลเราปัญหานี้ก็จะลดน้อยลงไป

ถ้าเรื่องผลักใสเราก็ไม่ได้ผลักใสอะไร เพียงแต่ว่าเท่าที่ตนลงไปดูเรื่องข้อมูลก็พบว่ามีมีข้อบกพร่องในเรื่องการสื่อสารระหว่างกัน จริง ๆ แล้วคนไข้คนนี้ พอคนไข้ตอบว่าเลือกที่จะไปกระบวนการมันก็นำไปสู่การทำเวชทะเบียน เพื่อนำไปสู่การดิสชาร์ทหรือยกเลิกการแอทมิท เท่าที่ลงไปดูพบว่าทางโรงพยาบาลเราไม่ได้มีการประเมินในนาทีสุดท้ายที่คนไข้ออกไป อันนี้ก็อาจเกิดจากการสื่อสารระหว่างทีมที่ผิดพลาด และในช่วงที่คุณหมอมาตรวจคนไข้ก็ไม่ได้มีอาการอะไรมาก และก็มีการประเมินและคุณหมอก็เป็นคนถามว่าคนไข้เลือกที่จะไปที่โน้นหรือจะเลือกอยู่ที่โรงพยาบาลเรา พอคนไข้เลือกไปที่โน้นกระบวนการต่าง ๆ ก็ดำเนินการไปเอกสาร ในส่วนนี้ทางโรงพยาบาลก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เพราะว่าถ้าดีที่สุดเราควรจะมีการประเมินคนไข้ก่อนนาทีสุดท้ายก่อนที่จะออกไป

คือกระบวนการตรงนี้ถ้าสมมุติว่า โรงพยาบาลที่มีหน้าที่ต้องรับส่งต่อต้องเป็นโรงพยาบาลเจ้าของสิทธิ์ ในกรณีของคนไข้คนนี้ถ้าเขาตอบรับว่าจะนอนที่โรงพยาบาลนี้มันก็จะมีกระบวนการประสานไปสู่โรงพยาบาลเจ้าของสิทธิ์ ว่าคนไข้ของคุณมาอยู่ทีที่โรงพยาบาลนี้จะมารับตัวไปหรือเปล่า ซึ่งปกติเขาก็จะมารับของเขาเองซึ่งตรงนี้มันก็จะไปเข้าอีกช่องทางหนึ่ง โดยปกติแล้วเราไม่ได้มีหน้าที่ไปส่งหรือถ้าไปส่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายตามระเบียบ ถึงบอกว่าไม่สมบรูณ์ ในการสื่อสาร หลังทราบข่าวก็ให้ทางทีมเขาประสานไปหาคนไข้แล้ว ตนพร้อมที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งเราก็เสียใจที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ในส่วนกระบวนการดูแลคนไข้ซึ่งบกพร่องในเรื่องการบริการหรือการพูดการจาอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ตนก็จะรับส่วนนี้ไปดำเนินการปรับปรุงให้ ก็อยากจะให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าโรงพยาบาลสมุทรปราการ ยังคงเป็นที่พึ่งของท่านได้

สำหรับคนไข้รายนี้ไม่ได้เรียกว่าผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่เรียกว่าผู้ป่วยเร่งด่วน ในกรณีของการแท้งบุตรถ้าไม่มีแบบ ณ จุดที่หมอไปประเมินไม่ได้มีอาการปวดรุนแรง แต่ว่ากระบวนการแท้งมันก็รุนแรงได้ อันนี้มันอาจจะเป็นผลสืบเนื่องจากการตัดสินใจที่จะไป ถ้าทางน้องเขาบอกว่าจะอยู่ที่นี้กระบวนการก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราก็เรียนแล้วว่าเราให้เลือกว่าเขาจะใช้สิทธิ์อะไร และตอนที่อยู่กับคนไข้เหมือนกับว่าพอรับมาแล้วมันไปต่อกับกระบวนการใหญ่และมันต่อไม่ติด ตรงนี้ที่ตนขอโทษว่าพวกเราสื่อสารกันไม่ดี โดยปกติเราจะมีระบบการประเมิน แต่ว่าในเคสนี้การประเมินก่อนออกไป รู้สึกว่าจะใช้เวลานานพอสมควร ขณะที่ทำเอกสารยกเลิกแอทมิดใช้เวลาพอสมควร จึงทำให้ปวดมากขึ้น คือเราไม่ได้มีการตามมาประเมินตรงนี้

ในกรณีที่เราจะฉีดยาระงับคลอดนั้น นั่นเป็นกรณีที่เด็กน่าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ คือน่าจะมีอายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ตามน้ำหนักที่จะพออยู่ได้ แต่รายนี้ไม่ถึง 2 ขีดยังไงก็อยู่ไม่ได้ ส่วนเรื่องพฤติกรรมของการให้บริการเรามีการปรับปรุงมามาตลอด และอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้มันมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งก็มีอยู่บ้างว่าโรงพยาบาลเรามีรอยด่าง ซึ่งเราก็ต้องตามแก้ต่อไป คือถ้าในการสื่อสารปกติลองคิดดูว่าถ้าคนไข้เขาโอดโอยร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

ส่วนในเรื่องที่คนไข้ว่าถูกจับนั่งรถเข็นไปทิ้งไว้ทางขึ้นลงของโรงพยาบาลนั้น  ตรงนี้ตนคิดว่าไม่มีใครเห็นมากกว่า ถ้าเจ้าหน้าทีมาเห็นก็ต้องมาเข็นกลับเข้าไปรักษาก่อน ซึ่งบุคลากรก็ไม่ควรทำอย่างนั้นถ้าคนไข้ร้องโอดโอยเลือดเต็มเตียง ไม่ภาครัฐคนไหนหรอกที่จะผลักไสคนไข้ไปที่อื่น ใครใจดำขนาดนั้นเราก็คงไม่รับเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล คือการผลักไสไปทั้ง ๆ ที่เห็น ถ้าเป็นไปอย่างนั้นกระบวนการมันจะเดินไปที่เขาไม่ทราบว่าคนไข้ปวดมากหรือเลือดออกอยู่ในขณะนั้น เพราะปกตินโยบายของโรงพยาบาลเราไม่มีนโยบายอย่างนั้น และก็ไม่มีใครที่น่าจะปฏิบัติอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่เห็นว่าเขาทุกข์ทรมานอยู่ หรืออยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายแล้วยังไม่ให้การช่วยเหลือ อย่างนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่มันผิดจริยธรรมด้วย ซึ่งในเรื่องนี้เราจะมีการตั้งคณะขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง ว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติถึงขนาดนั้น อันนี้ตนถือว่าผิดปกติแล้วนะ ตนเชื่อว่ามาตรฐานของโรงพยาบาลเราไม่ใจร้ายขนาดนั้น

 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดสมุทรปราการ กดอ่านที่นี่