อาโฉดข่มขืนหลาน ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เยื้อเวลาฝากขังศาล

นครพนม – คืบหน้า กรณีตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองนครพนม ร่วมกับกองปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.)กองกำกับการ 3   นำหมายจับศาลจังหวัดนครพนม จ. 127/2562 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562  เข้าจับกุม  นายสุดตา พรหมภักดี อายุ 57 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 13 บ้านหนองจันทน์ ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องหาว่ากระทำความฐาน   พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้แล เพื่อการอนาจาร ,พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่ออนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนฯ  ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวนดำเนินคดี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยระหว่างถูกควบคุมตัวได้ติดต่อทนายความให้มาร่วมฟังการสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมชี้แจงว่า อำนาจการสอบสวนอยู่ที่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และการจับกุมก็เป็นไปตามหมายจับของศาลจังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำได้เพียงบันทึกการจับกุม และส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้มีการรวบรวมหลักฐาน แจ้งความนายสุดตาเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ บุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล รวมความผิดทั้งหมด 4 ข้อกล่าวหา

ล่าสุดวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ร.ต.อ.(หญิง)จุฬารัตน์ อาจภิรมย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม เจ้าของคดี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังชุดสืบสวนจับกุมนายสุดตาตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนมแล้ว จะต้องมีการสอบสวนปากคำผู้ต้องหา ซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจัดทนายความอาสาให้ แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะใช้ใช้บริการทนายอาสา โดยจะเอาทนายความที่แต่งตั้งไว้เท่านั้น เมื่อติดต่อไปทางทนายความของผู้ต้องหา ให้มาร่วมฟังการสอบสวนบันทึกปากคำ ปลายสายอ้างยังมีงานยุ่งไม่รู้ว่าจะว่างตอนไหน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่หากครบกำหนดการควบคุมตัวและเวลาในการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหา ตามวิ.อาญา มาตรา 87 คือห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่า 48 ชั่วโมง หรือสองวัน นับแต่เวลาที่มาถึงสถานีตำรวจ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวนหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น จะยืดเวลาเกิน 48 ชั่วโมงได้เท่าที่จำเป็น แต่รวมกันแล้วต้องมิให้เกิน 3 วัน นั่นคือจะควบคุมตัวที่โรงพักได้สูงสุดไม่เกิน 3 วัน

แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่า 3 วัน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนหรืออัยการ ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ศาลอาจเรียกพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรือ อาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ โดยใช้อัตราโทษคดีที่ถูกกล่าวหาเป็นเกณฑ์ จึงคาดว่าวันนี้ (21 ต.ค.) ไม่น่าจะฝากขังทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังนายสุดตาถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขัง สภ.เมืองนครพนม ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีเพื่อนฝูงมาเยี่ยม มีเพียงภรรยาที่นำสิ่งของจำเป็นมาส่งให้ ส่วนลูกๆ 3 คน ได้แยกย้ายไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดกันหมด และหลังจากที่ภรรยานำสิ่งของมาให้แล้วก็รีบเดินทางกลับบ้าน โดยปิดบ้านเงียบไม่ออกมาสุงสิงกับใคร คาดว่าคงเตรียมหลักทรัพย์ไว้ประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคดีความ เผยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ขอประกันตัวเท่าเทียมกันหมด แต่อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล เช่นกรณีรายนี้ผู้ต้องหามีบ้านอยู่ติดกับผู้เสียหาย เปิดหน้าต่างก็เจอกันแล้ว โอกาสที่จะได้รับการประกันตัวมีเปอร์เซ็นต์ไม่มากนัก

คดีดังกล่าวเปิดเผย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา  พ่อแม่ของผู้เสียหาย  ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับนายสุดตา  ซึ่งมีฐานะเป็นอาเพราะเป็นน้องชายของพ่อเด็กที่ถูกกระทำ  โดยทางผู้เป็นแม่เด็กได้ให้ข้อมูลกับทางพนักงานสอบสวนว่า  เธอมีลูกติด 1 คน คือผู้เสียหาย ต่อมาได้มาแต่งงานใหม่อยู่กินกับสามีคนปัจจุบัน จากนั้นได้นำลูกสาวแต่เดิมที่ฝากตากับยายเลี้ยงอยู่ที่ กทม. มาอยู่ด้วย ขณะนั้นน้องเรียนอยู่ชั้น ป.2 มาขึ้นชั้น ป.3 ที่โรงเรียนใกล้บ้าน ตลอดเวลาสองคนผัวเมียจะออกไปทำงานนอกบ้านช่วงตอนกลางวัน  ส่วนลูกสาวก็ไปเรียนตามปกติ และอยู่บ้านลำพัง

จากนั้นพบพฤติกรรมลูกสาวซึมเศร้า มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนเสมอ จึงเค้นถามจนทราบความจริงว่าถูกบังคับขืนใจ จากการกระทำของนายสุดตาผู้ที่เด็กจะเรียกว่าพ่อจนติดปาก และมีบ้านอยู่ในอาณาเขตเดียวกัน โดยลูกสาวเล่าว่าถูกลวนลามตอนอายุ 9 ขวบ ต่อมาก็ใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศ กระทั่งถึงชั้น ป.6 จึงถูกข่มขืน และทุกครั้งนายสุดตาจะข่มขู่ห้าทนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟัง ไม่เช่นนั้นจะฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว เด็กจึงกลัวว่าพ่อแม่จะได้รับอันตราย จึงเก็บกดไว้แต่เพียงผู้เดียว กลายเป็นคนซึมเศร้าไม่กล้าเผชิญหน้าใคร กระทั่งมารดาเห็นผิดปกติจึงเค้นถามจนเปิดปากมาในที่สุด

 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครพนม กดอ่านที่นี่