รวบแล้ว!! อาหื่นข่มขืนหลานนานถึง 5 ปี ปากแข็งแถมหัวหมอขู่ฟ้องกลับ

นครพนม – วันที่ 20 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 11.00 น. พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เมืองนครพนม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ นำโดย ร.ต.อ.สนั่น อมูลราช ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์(ปคม.) กองกำกับการ 3 โดย พ.ต.ต.ไกรพล แสงดึก เข้าทำการจับกุมตัว นายสุดตา พรหมภักดี อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 13 บ้านหนองจันทร์ ต.ท่าค้อ ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครพนม ที่ จ.127/2562 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้แล เพื่อการอนาจาร,พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่ออนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนฯ จับกุมขณะนายสุดตากำลังดูช่างตกแต่งบ้านที่อยู่ริมถนนชยางกูรสายนครพนม-ธาตุพนม จึงนำตัวไปสอบสวนที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองนครพนม เบื้องต้นนายสุดตารับเป็นบุคคลตามหมายจับ แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมขอให้ทนายความที่เตรียมไว้มาร่วมรับฟังด้วย

ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับตัวนายสุดตา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีผู้ปกครองของ ด.ญ.อ้อย(นามสมมุติ) แจ้งความกับ ร.ต.อ.(หญิง) จุฬารัตน์ อาจภิรมย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม ว่าลูกสาวซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานนายสุดตาผู้ต้องหา ถูกนายสุดตาล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนกระทั่งปัจจุบัน และทุกครั้งที่ถูกกระทำจะพูดข่มขู่ ห้ามนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟัง มิฉะนั้นจะฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว ทำให้เด็กมีความเครียดเพราะมีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน

กระทั่งมารดาเริ่มเห็นความผิดปกติ จากเด็กร่าเริงแจ่มใสกลายเป็นคนเศร้าซึม มักเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง จนวันหนึ่งเห็นนายสุดตาแอบหอมแก้มลูกสาว จึงเรียกมาถามทีแรกเด็กไม่กล้าพูด มีอาการตัวสั่นและร้องไห้ บิดามารดาจึงปลอบประโลมก่อนจะเปิดปากเล่าความจริงว่า ถูกนายสุดตาล่วงละเมอทางเพศตั้งแต่เรียนชั้นประถม 3 จนถึงชั้น ม.1 รวมเวลานานถึง 5 ปี โดยทุกครั้งจะถูกกระทำภายในบ้านของผู้ต้องหาตอนเวลากลางวัน ช่วงไม่มีใครอยู่บ้าน จึงนำตัวไปแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว

ด้านบิดาของ ด.ญ.อ้อย เผยว่านายสุดตาเป็นน้องชายของพ่อตน จึงมีศักดิ์เป็นอา ส่วนลูกจะนายสุดตาเรียกว่าพ่อทุกคำ ไม่คิดว่าจะกล้าทำหลานได้ถึงขนาดนี้ เสียแรงที่ไว้ใจทุกอย่าง ถึงตอนนี้ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของผลกรรมที่ทำไว้ และก่อนหน้าที่ตำรวจจะเข้าจุบกุม นายสุดตาประกาศจะฟ้องทุกคน ตั้งแต่ร้อยเวร นักข่าว พ่อแม่ของเด็ก โดยอ้างตนเองบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำตามที่เด็กกล่าวอ้าง

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ถนนชยางกูร เขตเทศบาลเมืองนครพนม สอบถามเพื่อนร่วมงานว่านายสุดตาไปไหน ทุกคนต่างไม่ทราบ นักข่าวถามต่อว่ารู้ไหมนายสุดตาถูกจับ เพื่อนร่วมงานต่างตกใจเพราะไม่ได้ติดตามข่าวสาร โดยนายสุดตาเคยไปทำงานเป็นกุ๊กที่ประเทศซาอุฯหลายปี ก่อนจะกลับมาเปิดร้านอาหารลาบเป็ดแต่กิจการไปไม่รอด จึงหันมาเป็นเชฟโรงแรม ปกติไม่ค่อยสุงสิงกับใครในชุมชน จึงไม่มีใครทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น

หลังชุดสืบสวนบันทึกการจับกุมเรียบร้อย ก็ส่งตัวนายสุดตาผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ตลอดเวลานายสุดตาจะใช้กระดาษปิดบังใบหน้า และต้องนอนห้องขัง 1 คืน เพราะเจ้าของคดีไม่ให้ประกันตัว ต้องรอในวันรุ่งขึ้นหลังฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม ส่วนเด็กสาวอยู่ในความดูแลของทีมสหวิชาชีพ เพื่อเยียวยาใจให้คลายความเครียดจากเหตุการณ์อันเลวร้าย

 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครพนม กดอ่านที่นี่