‘พูดคุย รับฟัง’ ช่วยลดอัตราการ ‘ฆ่าตัวตาย’

กรุงเทพฯ – รมช.สธ.เปิดกิจกรรมและร่วมแถลงข่าว‘วันสุขภาพจิตโลก’ ประจำปี 2562 ย้ำ การเปิดใจพูดคุยรับฟังคนใกล้ตัว-คนในสังคม พร้อมเตรียมเพิ่มสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เป็น 20 คู่สาย

วันนี้ (9 ตุลาคม2562) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรมและร่วมแถลงข่าว เนื่องในวันสุขภาพจิตโลกประจำ ปี 2562  (World Mental Health Day 2019 : Talk to ME) ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค

โดยวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งปีนี้(2562) องค์การอนามัยโลกกำหนดธีม“Working Together to Prevent Suici” เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในทุกภาคส่วน จะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสุขภาพจิตแก่คนไทย ซึ่งในประเทศไทย มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จกว่า 4,000 รายต่อปี และในแต่ละปี จะมีคนพยายามฆ่าตัวตายประมาณ 53,000 ราย หรือทุก 9.55 นาที จะมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 1 คน แม้อัตราไม่ได้สูงขึ้นกว่าปีก่อน ๆ แต่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต พยายามจะลดความสูญเสียด้านสุขภาพจิต และการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายให้เหลือน้อยลงมากที่สุด

จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมมากยิ่งขึ้น และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพจิต เพื่อช่วยให้สังคมไทยมีสุขภาพจิตที่ดี ตลอดจนสร้างทักษะพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการพูดคุยรับฟังกันในครอบครัวและสังคม นับเป็นการปลุกกระแสสังคม ให้หันมาสร้างทักษะการรับฟังกันมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า เดือนกันยายนที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิต ได้ร่วมจัดกิจกรรม “Let Me Hear You” สร้างจิตอาสาผู้ฟังที่ดีเข้าสู่สังคมและกิจกรรม “หัวใจมีหู” เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 10 กันยายน ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง สำหรับธีมงานในวันนี้ที่ใช้ชื่อ “Talk to ME” แปลตรงตัวว่า “มาคุยกับฉันฉันพร้อมจะรับฟังเธอ” นอกจากต้องการสร้างให้คนไทยเป็นผู้รับฟังที่ดีแล้ว ยังสนับสนุนให้คนไทยหยิบยื่นความช่วยเหลือออกไปสู่สังคมด้วยเช่นกัน อีกทั้งคำว่า“ME” ในที่นี้ย่อมาจากคำว่า “Mental Health Education” หรือการสร้างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิต ให้ทุกคนในสังคมไทย โดยผ่านกิจกรรมและสื่อต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนงานด้านสุขภาพจิต

นายสาธิต ปิตุเตชะ เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการรับฟังที่ดี และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ประชาชน จึงสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ด้วยการเพิ่มจำนวนคู่สายมากขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิม 10 คู่สายเป็น 20 คู่สาย ในปีนี้ เพื่อรองรับการให้บริการที่มีความต้องการมากขึ้นในอนาคต ตลอดจนช่วยให้ประชาชนได้รับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่มีคุณภาพและรวดเร็ว

“น่าเป็นห่วงเยาวชนกลุ่มวัยรุ่นมาก เนื่องจากที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะต้องประสาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมสุขภาพจิต เพื่อจัดทำโครงการดูแลสุขภาพจิตให้ครอบคลุมในทุกกลุ่ม  โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่มีความต้องการการรับฟังมากขึ้น ดังนั้น ครูจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และเป็นผู้ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะทำหน้าที่พี่เลี้ยง ในการส่งนักสุขภาพจิตไปช่วยให้คำแนะนำวิธีการสังเกตอาการของเด็กที่อยู่ในภาวะปัญหาสุขภาพจิต” นายสาธิตกล่าว

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่