‘ NEN360’ พลิกโฉม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ไทยได้จริงแค่ไหน

‘ NEN360’พลิกโฉมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ มาร์เก็ตติ้ง วงการบันเทิงเมืองไทยดึงมือ1แต่ละสายงานบันเทิง ทั้งหนัง ละคร เพลง อีเว้นท์ สู่ระบบ’เน็ทเวิร์ค’ ขยายตลาดรายได้บันเทิงออกนอกประเทศ

‘เสี่ยเณร’ ศุภชัย นิลรววณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ทเวิร์ค ออฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ 360 จำกัด (NEN360) เปิดเผยถึงการ‘ดิสรัปชั่น’วงการบันเทิงไทยในครั้งนี้ว่า

“ หลังจากที่ผมห่างจากวงการเพลงไปปีกว่าๆ แต่ยังสังเกตการณ์อยู่ตลอดเกี่ยวกับวงการบันเทิงบ้านเราว่ามันควรจะขับเคลื่อนไปทางไหน เราออกไปอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้ามา มันค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าจะไปในทิศทางไหนดี ผมมาเปิดบริษัท เน็ทเวิร์ค ออฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์360 จำกัด หรือเรียกย่อว่า NEN360 จากนี้เราจะทำธุรกิจบันเทิงแบบครบวงจร เมื่อก่อนเราแยกชนิดทำเช่น เพลง หนัง ละคร เมื่อก่อนเม็ดเงินมันเยอะเราควบคุมช่องทางต่างๆได้ คนมีความถนัดคนละแบบ วงการบันเทิงวันนี้เกิดการ ‘ดิสรัปชั่น’ทำให้การทำธุรกิจแบบเดิมมันเปลี่ยนไป มันเลยต้องเกิดโมเดลใหม่ๆขึ้นมา

การที่เราไม่ได้ถนัดทุกเรื่องฉะนั้นมันก็ต้องเป็นแบบ’เน็ทเวิร์ค’ คือการรวบรวมคนที่มีความสามารถในธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละด้านของวงการบันเทิงมาจับมือกันขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น คือถ้าเราจะอยู่ได้เราต้องขยายตลาดบันเทิงให้ใหญ่ขึ้น เม็ดเงินบันเทิงในบ้านเรามันน้อยลงด้วยเทคโนโลยีก็ดี ถ้าเราไม่ขยายตลาดมันจะยากที่จะหาเม็ดเงินมาหล่อเลี้ยง ถ้าจะทำมาหากินแค่ในประเทศผมว่าอยู่ยาก ผมมองโมเดลต่างประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น เขาทำสำเร็จมาแล้ว”

ส่วนบันเทิงเมืองไทยนั้น ศุภชัย นิลวรรณ มองว่าทำได้แต่ต้องเปลี่ยนมุมคิดและวิธีการบางอย่าง

“ สำหรับเมืองไทยแล้วเราก็ต้องทำได้ เพียงแต่ขั้นตอนมันต้องค่อยๆสร้างสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องเปลี่ยนมุมมองก่อนว่าจากนี้เราจะทำธุรกิจบันเทิงไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น ต้องมองไปประเทศเพื่อนบ้านที่มาใช้แรงงานในประเทศเรา เช่น พม่า ลาว กัมพูชา  เขาใช้จ่ายในประเทศเรา เพียงแต่ความบันเทิงที่เรามีอยู่ยังไม่ได้ซัพพอร์ตพวกเขาซึ่งผมว่ารวมๆมี10ล้านคนเหมือนกันนะ จะทำยังไงที่จะได้เม็ดเงินตรงนี้มา แต่ละบริษัทก็ไปนั่งคิดกันในส่วนของ NEN360 ปลายๆปีก็จะเริ่มมีโปรเจทเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา

ผ่านมาระยะหนึ่งแล้วคิดว่าสิ่งที่ตั้งความหวังไว้กับธุรกิจบันเทิงแบบใหม่ทำได้หรือจับต้องได้แค่ไหนแล้ว ศุภชัยบอกว่า

“ ก็จับต้องได้นะ เราประสานกับพาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศอย่างหนึ่งที่เห็นเหมือนกันคือการทำให้บันเทิงในอาเซียนเป็นหลังเดียวกัน ทำยังไงให้อาเซียนมีความสัมพันธ์กันในธุรกิจบันเทิง ให้มันสอดคล้องกัน ให้ประชากรในอาเซียนเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา งานชิ้นไหนที่ทำออกมาแล้วดูได้ ฟังได้ทุกประเทศ สื่อโซเชียลมันทำให้ทุกประเทศไม่มีพรมแดนแล้ว อาเซียนเป็นอันดับต้นๆเลยแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ดูเฉพาะบันเทิงในประเทศอย่างเดียวแล้ว

เมื่อถามว่าบันเทิงไทยพร้อมจะส่งออกไปต่างประเทศแล้วหรือยังในตอนนี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEN360 บอกแบตรงไปตรงมาว่า

“ ส่งได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอาอัตลักษณ์ของเราไปนำเสนอให้เขาชอบ เราก็ต้องมีการประยุกต์อย่างเกาหลี เขามีภาษาเฉพาะเหมือนบ้านเราและก็ไม่ได้มีความนิยมมาก ทำไมเขาถึงเป็นธุรกิจบันเทิงระดับโลกได้ มีการประสมประสานทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายของเขาทั่วโลกสามารถรับชมรับฟังและก็รับชิ้นงานของเขาได้ ก่อนที่เราจะทำเราก็วางรูปแบบโครงสร้างต่างๆ ไว้ ตอนนี้อย่างลูกทุ่งไอดอล เราก็ไปเน็ทเวิร์คกับ เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ เอา8คนสุดท้ายมาทำงานร่วมกันเราถนัดเพลงเราก็ทำเพลง เขาถนัดทำรายการทีวีเขาก็ทำไปอันนี้เบื้องต้น เดี๋ยวก็มีทยอยออกมาจากหลายๆบริษัทที่มารวมอยู่ในระบบ’เน็ทเวิร์ค’ของเรา

ในฐานะที่เคยทำตลาดเพลงลูกทุ่งมาแล้ว มองว่าเพลงลูกทุ่งจะไปสู่ความเป็นสากลเหมือนเกาหลี ญี่ปุ่นได้หรือไม่

” ลูกทุ่งเป็นตลาดคนไทยอาจจะต่างประเทศหรือในประเทศก็แล้วแต่ วันนี้ผมไม่ได้ทำลูกทุ่งอย่างเดียว ผมทำเพลงสากลด้วยที่อาจใส่ความเป็นไทยเข้าไปบ้างเล็กน้อยเพื่อโปรโมทอัตลักษณ์ของเรานิดหน่อย ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมดอยู่ที่โอกาส เราอย่าไปยัดเยียด ต้องค่อยๆให้เขารับรู้ อะไรที่ต้องเริ่มต้นมันยาก แต่ผมชอบมันท้าทาย ผมจะทำสำเร็จหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าคนอื่นมองว่าวิธีคิดของผมมันดี บริษัทใหญ่ๆถ้าทำได้มันจะดี ที่ทำเป็นเน็ทเวิร์คมันจะได้ทำได้แบบใหญ่ๆ ทุกคนต้องวินๆในเรื่องรายได้ โมเดลต้องได้ประโยนช์มากขึ้น โครงสร้างระบบต้องสมดุล ยั่งยืน เพลงที่ทำก็มีผู้สนับสนุน ทำให้มันมีคุณภาพในการผลิต เราไม่ได้ฟังกันเอง ระบบภาพ เสียง มิวสิควีดีโอ เขาไม่รู้ว่าใครดังใครไม่ดัง

กับการรับเป็นCEO บริหารสื่อด้วยอันนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจหนึ่งของ NEN360หรือเปล่า

“ ธุรกิจบางประเภทเราสามารถมาต่อยอดร่วมกันได้ ผมเข้าไปเป็นCEOของดาราเดลี่ อันนี้เป็นฟากสื่อซึ่งหัวใจหลักคือมันต้องเป็นกลาง รวดเร็วน่าเชื่อถือผมต้องยืนตรงจุดเหล่านี้ เราจะไม่เอาธุรกิจอื่นไปพัวพัน  ครั้งแรกที่บริหารสื่อแบบ100% ผมมองแบบผู้บริโภค ถ้าผมดูสื่อผมต้องการอะไรจากสื่อบ้าง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ อยู่ในกระแส ข่าวน่าเชื่อถือไม่สร้างความขัดแย้ง เป็นกลาง ที่มารับทำเพราะผมมองว่าสิ่งที่พูดเราทำได้โดยเฉพาะความเป็นกลาง ทุกวันนี้สื่อใหญ่ๆมักจะมีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตัวเอง ช่องจะมีนโยบายบางอย่างที่ต้องซัพพอร์ตโปรโมท คอนเทนต์ตัวเองมันเลยทำให้เกิดความไม่เป็นกลาง แต่ผมไม่มีช่อง ไม่มีดาราเป็นของตัวเอง ผมทำตัวเป็นสื่อจริงๆ เราปรับทีมและวิธีการทำงานต่างๆให้มันพูลรวมกันเพราะว่าคอนเทนท์มันเป็นอันเดียวกันแพลตฟอร์มของดาราเดลี่มันมีหลายแพลตฟอร์ม มีทั้งทีวีดาวเทียม สิ่งพิมพ์ โซเชียลออนไลน์ และรายการในทีวีดิจิทัล5วัน ต่อไปอาจจะมีหลายช่องก็ได้ มันจะหลากหลาย เราสามารถทำได้กับทุกช่อง เราจะพัฒนาในเรื่องของนักข่าว คุณภาพการนำเสนอ อันนี้มันไม่มีนโยบายมากำกับ ทำให้เราทำงานสบายและทำแบบที่ตั้งใจได้”

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่