ศาลฉะเชิงเทรา สั่งแกนนำต่อต้าน อีอีซี คืนเงิน 1 ใน 3 กรณีตุ๋นลวงผู้เช่าช่วงที่ดิน

ศาลฉะเชิงเทรา สั่งให้แกนนำต่อต้าน อีอีซี ผู้เสียประโยชน์จากการปล่อยเช่าช่วงที่ดินในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เช่าช่วงหนึ่งในสามจากมูลค่าความเสียหาย 2.04 ล้านบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด กรณีต้มตุ๋นหลอกลวงผู้เช่าช่วงทำประโยชน์ ให้เช่าพื้นที่และเรียกเก็บผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่มีสิทธิ์

วันที่ 29 ส.ค.62 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 13 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาลได้มีการพิจารณาคดีดำหมายเลข พ.86/2562 กรณีนายวิฑูรย์ บุญอุย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/1 ม.9 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนางวันดี บัวพรม อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/4 ม.7 ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ในฐานความผิด “ผิดสัญญา ละเมิด” เพื่อเรียกค่าเสียหายและเรียกเงินคืน หลังจากโจทย์ได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ก.พ.62 ที่ผ่านมา

โดยศาลได้ใช้เวลาในการบรรยายมูลฟ้องจำนวนกว่า 10 หน้ากระดาษ เพื่อให้จำเลยเห็นถึงการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นจริงตามคำฟ้อง ทั้งยังตำหนิจำเลยที่นำที่ดินที่ไม่ใช่ของตนเองไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงโดยไม่มีสิทธิ์ จากนั้นจึงได้มีการพิจารณาคดีนานกว่า 1 ชม. ก่อนที่จะมีคำตัดสินให้นางวันดี บัวพรม ต้องชดใช้ค่าเสียหายคืนเงินค่าเช่าที่ดิน และค่าเสียประโยชน์เป็นจำนวน 1 ใน 3 ของมูลค่าทุนทรัพย์ในคำฟ้องพร้อมอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด นับตั้งแต่วันฟ้องคดี ให้แก่ นายวิฑูรย์ บุญอุย ภายในระยะเวลา 30 วันนับจากวันที่ศาลมีคำสั่งตัดสินคดี

สำหรับคดีนี้ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ตนเองได้ตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินจำนวน 3 ฉบับ กับนางวันดี เมื่อวันที่ 10 ม.ค.59 มีระยะเวลาเช่า 5 ปี โดยได้ชำระเงินค่าเซ้งที่ดินซึ่งเป็นเงินกินเปล่าให้แก่ทางฝ่ายจำเลยไปแล้วเป็นจำนวน 7 แสนบาท และต้องจ่ายค่าเช่าอีกในอัตรา 105,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นการเรียกเก็บล่วงหน้า จากนั้นจึงได้เข้าทำประโยชน์และปรับปรุงพื้นที่ทำคันดิน จากเดิมที่ดินถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่า ให้เป็นบ่อเลี้ยงปลา และบ่อเลี้ยงกุ้ง ด้วยเงินลงทุนไปอีกจำนวน 1,090,000 บาท

แต่หลังจากเข้าทำประโยชน์บนที่ดินได้เพียงประมาณ 2 ปี ทางเจ้าของที่ดินตัวจริง ได้มีการขายที่ดินแปลงดังกล่าวทั้ง 3 สัญญารวม 95 ไร่ ให้แก่ทางบริษัทดับเบิ้ลพีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ก่อตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรม บลูเทค ซิตี้ ตามโครงการในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงทำให้ตนเองทราบว่า ได้ถูกทางฝ่ายของจำเลยนั้นทำการต้มตุ๋นหลอกลวงให้เช่าที่ดินทั้ง 3 สัญญา

และยังทราบอีกว่า ทางเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งทางฝ่ายของจำเลยเป็นผู้เช่าช่วงที่ดินมานั้น ได้เสียชีวิตไปนานแล้วถึงกว่า 8 ปี และมีเพียงทายาทรุ่นหลังที่นำไปขายให้แก่ทางฝ่ายของบริษัทฯ แต่ทางฝ่ายของจำเลยยังคงนำเอาที่ดินแปลงดังกล่าวมาหลอกลวงให้ตนเองเช่า และทำสัญญาเพื่อเก็บผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเองโดยไม่มีสิทธิ์ และไม่ได้มีการนำผลประโยชน์ที่เก็บได้จากตนส่งไปให้แก่ทางฝ่ายของเจ้าของที่ดินตัวจริงแต่อย่างใด

หลังจากตนเองทราบว่าถูกทางฝ่ายของจำเลยนั้น ต้มตุ๋นหลอกลวงให้เช่าที่ดิน และได้ถูกขอคืนพื้นที่จากทางฝ่ายของบริษัทเจ้าของที่ดินรายใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องทำการรื้อถอนนำสิ่งปลูกสร้างออกไป แต่นางวันดี ยังได้มีการไปแอบอ้างสวมสิทธิ์ของตนเองว่าเป็นผู้ที่ทำกินอยู่บนที่ดินผืนดังกล่าว และเข้าไปขอรับเงินค่าชดเชยในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแทนตน โดยไปอ้างกับทางฝ่ายของบริษัทและบอกกับชาวบ้านว่าตนเองนั้นเป็นหลาน ทั้งที่ไม่ใช่ญาติกัน และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่อย่างใด

ในขณะที่ตนเองนั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเป็นผู้ที่กำกินอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวจริง กลับไม่ได้เงินชดเชยค่ารื้อถอนตามสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ เหมือนกับชาวบ้านรายอื่นๆ ที่ต่างได้รับสิทธิ์เงินชดเชยและค่ารื้อถอนกันอย่างถ้วนหน้า จึงทำให้ปัจจุบันนี้ตนเองได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยไม่มีแม้แต่เงินที่จะนำไปลงทุนทำกินต่อไปได้อีก เนื่องจากได้นำเงินที่เคยเก็บสะสมไว้ มาเซ้งและจ่ายค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าให้แก่ทางฝ่ายจำเลยไปหมดแล้ว รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 2,041,736 บาท

หลังศาลมีคำสั่งให้ทางฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ต้องคืนเงินบางส่วนให้แก่ตนเองตามคำพิพากษาแล้ว ตนจึงเห็นว่าได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมาบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทางฝ่ายของจำเลยนั้นจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีอีกหรือไม่ และจะยินยอมนำเงินมาจ่ายคืนให้แก่ตนได้ทั้งหมดเมื่อใด เนื่องจากที่ผ่านมานั้นตนเองได้เคยพยายามเรียกร้องสิทธิ์และทวงถาม เพื่อขอเงินค่าเช่าที่ดินล่วงหน้าคืนมาโดยตลอด แต่เขากลับทำนิ่งเฉย

ส่วนการฟ้องร้องในคดีที่เกี่ยวกับกรณีของการต้มตุ๋นหลอกลวงให้เช่าที่ดินนั้น ยังต้องรอขอคำปรึกษากับทางฝ่ายของทนายความดูก่อน ว่าจะสามารถดำเนินคดีกับทางฝ่ายจำเลยต่อไปอย่างไรได้อีกบ้างหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นนั้น ตนรู้สึกพึงพอใจต่อคำตัดสินของศาลในวันนี้แล้ว นายวิฑูรย์ กล่าว

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ทางฝ่ายของจำเลย ได้เดินทางเข้ามารับฟังคำพิพากษาด้วยตนเองพร้อมกับเพื่อนบ้านที่ออกไปเคลื่อนไหวต่อต้านพื้นที่พัฒนาพิเศษด้วยกันเพียง 2 คนลำพัง โดยที่ไม่มีทนายความ ซึ่งเคยเข้ามาต่อสู้คดีร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหว หรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่พยายามเข้ามาปลุกปั่นเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นั้น เดินทางมารับฟังคำพิพากษาด้วยแต่อย่างใด

และหลังรับฟังคำพิพากษา นางวันดี ได้รีบเซ็นชื่อรับทราบคำตัดสินคดี และรีบเดินทางออกจากศาลไปในทันทีโดยมีทีท่าไม่พึงพอใจต่อคำตัดสินดังกล่าว ขณะที่ทางฝ่ายของโจทย์นั้น ได้เดินทางมาด้วยกันจำนวน 3 คนพร้อมภรรยาที่อุ้มกระเตงบุตรสาววัยเพียง 11 เดือนเดินทางมาขึ้นศาลด้วยความทุลักทุเลและน่าสงสาร โดยที่มีทนายความฝ่ายโจทย์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดฉะเชิงเทรา กดอ่านที่นี่