“ สหกรณ์ ” เครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม (ความฝันที่เป็นจริง)

“ สหกรณ์ ” เครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม (ความฝันที่เป็นจริง)

เมื่อกล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “สหกรณ์” ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการหรือมีปัญหาความทุกข์ร้อนในเรื่องเดียวกัน ก่อตั้งเป็นองค์กรเพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้หลักคิดและวิธีการของสหกรณ์ รวมพลังความร่วมมือทั้งแรงกาย/แรงใจ รวมทั้งทรัพย์สินเงินทุน ทำกิจกรรมและดำเนินธุรกิจตอบสนองความต้องการและประโยชน์สุขแห่งมวลสมาชิก

สหกรณ์ในประเทศไทย มีรูปแบบการดำเนินงานต่างจากธุรกิจทั่วไป กล่าวคือ เป็นองค์กรธุรกิจดำเนินงานเพื่อประชาชนโดยมิได้แสวงหากำไรสูงสุด แต่มุ่งเน้นการให้บริการด้านการเงินโดยรับฝากเงินให้ผลตอบแทนดี และให้สินเชื่อต้นทุนต่ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการครองชีพ การส่งเสริมอาชีพ (ด้านการผลิตและการตลาด) ตลอดจนการรณรงค์ให้ประชาชนมีการวางแผนด้านการเงิน การจดบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่าย คำนวณต้นทุนและ กำไรที่เหมาะสม ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุน รวมทั้ง ส่งเสริมการออมเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี เป็นประเด็นสรุปสั้น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมภาระกิจของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้งสองหน่วยงานได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเป็นเวลาต่อเนื่องมายาวนาน แต่ยังคงมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย

“สหกรณ์” เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยให้การปกป้องคุ้มครอง/ส่งเสริมและสนับสนุน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทั้งนี้ กิจการสหกรณ์ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างดีนับเป็นเวลาร้อยปีเศษแล้ว มีสหกรณ์หลายแห่งพัฒนาจนเข้มแข็งประสบความสำเร็จได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสมาชิกให้ความร่วมมือและมีวินัยทางการเงินเป็นอย่างดี แต่สหกรณ์อีกจำนวนไม่น้อยต้องได้รับการพัฒนาต่อไป เพื่อมุ่งไปสู่ความฝันที่เป็นจริง คือ การมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีของมวลสมาชิก ตามนโยบายรัฐบาลให้ใช้วิธีการสหกรณ์แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

การจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ ประชาชนทั่วไปสามารถรวมตัวกันจัดตั้งได้ ตามประเภทสหกรณ์และคุณสมบัติของสมาชิก เพื่อร่วมมือกันดำเนินธุรกิจตอบสนองความต้องการ ภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ได้กำหนดประเภทสหกรณ์ที่สามารถขอจดทะเบียน ฯ ได้ 7 ประเภท คือ (1) สหกรณ์การเกษตร (2) สหกรณ์ประมง (3) สหกรณ์นิคม (4) สหกรณ์ร้านค้า (5) สหกรณ์บริการ (6) สหกรณ์ออมทรัพย์ (7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ทั้งนี้ สหกรณ์แต่ละประเภทได้กำหนดคุณสมบัติของสมาชิกไว้แตกต่างกัน สำหรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ประเภทการเกษตร (สหกรณ์ประเภทการเกษตร , ประมง , นิคม) มีหลากหลายธุรกิจ เช่น รับฝากเงิน ให้สินเชื่อ บริการ/ส่งเสริมอาชีพ รวบรวมผลผลิต/แปรรูป และ การตลาด , การดำนินธุรกิจของสหกรณ์ประเภทร้านค้า เน้น การรวบรวมความต้องการจากสมาชิก โดยจัดซื้อ/จัดหาสินค้ามาจำหน่ายในราคายุติธรรม ส่วนสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และประเภทเครดิตยูเนี่ยนให้บริการรับฝากเงินและให้สินเชื่อเป็นธุรกิจหลักที่สำคัญ

ปัจจัยความสำเร็จของการใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ขึ้นอยู่กับบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องศึกษา 3 สิ่งให้เข้าใจ บนพื้นฐานความร่วมมือ ซื่อสัตย์ สุจริต รักษาวินัย ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องและงดเว้นกระทำที่ไม่ถูกต้อง บุคคลในสหกรณ์ (คณะกรรมการดำเนินการ , เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการ , สมาชิก) เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องช่วยกันสนับสนุนและขับเคลื่อนกิจการด้านสหกรณ์ โดยดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ยึดถือและปฎิบัติตาม 1. อุดมการ 2. หลักการ 3. วิธีการ ของสหกรณ์ ที่แท้จริง

จากข้อมูล สถิติ และ ประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากทำงานด้านสหกรณ์ต่อเนื่อง 30 กว่าปี ความเป็นจริงซึ่งมิอาจปฎิเสธได้ คือ บุคคลเกี่ยวข้องในขบวนการสหกรณ์แทบทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน บางท่านใช้บทบาท อำนาจ หน้าที่ มุ่งแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ตอบสนองความโลภและผลประโยชน์ส่วนตน เช่น เบียดบังฉ้อโกงหรือร่วมทุจริตในสหกรณ์ บางครั้ง การปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ (บางท่าน) ที่ขาดความรับผิดชอบ หรือ มีส่วนร่วมเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบก็เคยมีและได้รับโทษลงทัณฑ์ไปแล้ว สาเหตุสำคัญเนื่องจาก ปริมาณธุรกรรมด้านการเงินของสหกรณ์ได้ขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปริมาณธุรกิจของสหกรณ์ทุกประเภททั่วประเทศ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 เฉพาะธุรกิจสินเชื่อ 1,227,205.44 ล้านบาท) เป็นสิ่งยั่วยวนใจให้เกิดความ “โลภ” นำไปสู่พฤติกรรมหลงเดินทางผิดเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์กระทบต่อประชาชนผู้เป็นสมาชิก

ที่ผ่านมาความล้มเหลวและ/หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพฤติรรมและการทำหน้าที่ของผู้มีส่วนในการบริหารงานและการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ (ประธานกรรมการ ฯ คณะกรรมการดำเนินการ ผู้จัดการ พนักงานสหกรณ์) โดยมักจะมีบุคคลผู้คิดทุจริต/คอรัปชั่น แอบแฝงใช้บทบาทและหน้าที่รวมทั้งการใช้อำนาจในตำแหน่งซึ่งได้รับมอบหมายจากมวลสมาชิกไปในทางไม่ถูกต้อง เป็นการกระทำ หรือ งดเว้นการกระทำซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์และประชาชนผู้เป็นสมาชิก ดังปรากฎเป็นข่าวตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอให้สังคมได้รับทราบ กลายเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดสำหรับประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เช่น กรณีเกิดขึ้นกับ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด สร้างความเสียหายมากมายมหาศาล คือ บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ เป็นวิกฤติที่สั่นคลอนความศรัทธาในระบบสหกรณ์ในประเทศไทยไปอย่างมาก รัฐบาลถึงกับต้องสังคายนากฎหมายเพื่อกำกับและควบคุมกิจการด้านธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะนายทะเบียนสหกรณ์ให้สั่งการผู้บริหารจัดการในสหกรณ์ ให้ปฎิบัติหรือปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงาน กรณี ตรวจพบว่ามีการกระทำที่อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้ และ มีบทลงโทษที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นหากมีผู้กระทำความผิดและฝ่าฝืนการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ทำอย่างไร “ สหกรณ์ ” จึงจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง อุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลแทบทุกยุคสมัย ที่บางท่านเปรียบเปรย “ เหมือนการแจกปลาให้ชาวบ้าน แทนที่จะติดอาวุธทางปัญญาให้เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ”และ อีกแนวคิดควรคำนึงที่สำคัญ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) “ ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำทุกคนให้เป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อยจึงไม่ใช่อยู่ที่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ ”

จึงขอฝากเป็นข้อคิดแก่ผู้มีสถานภาพเป็น “สมาชิก” สหกรณ์ ทุก ๆ ท่าน อย่ารู้จักแต่สิทธิที่จะใช้บริการกู้ยืมเงิน ต้องทำหน้าที่ด้วย ช่วยกันติดตามการดำเนินงานและกำกับดูแล โดยการเข้าร่วมประชุมตามนัดหมาย สมาชิกสหกรณ์ควรเสียสละเวลาไปทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ร่วมแสดงความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ มีส่วนร่วมการตัดสินใจดำเนินงานของสหกรณ์ อย่าเปิดโอกาสหรือสนับสนุนให้คนไม่ดีได้เข้าไปมีบทบาททำหน้าที่ผู้บริหารสหกรณ์ เพียงแค่หวังผลประโยชน์ส่วนตนที่เขาสัญญาจะหยิบยื่นให้ ความเข้มแข็งและความสำเร็จของของสหกรณ์ ขึ้นอยู่กับตัวสมาชิกทุกท่านนั่นเอง ท้ายที่สุดขอเน้นย้ำ “ อย่าให้คนไม่ดีเข้าไปมีที่ยืนทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจบริหารงานสหกรณ์ ” ………. เรวัตร : ภาพ/บทความ

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดศรีสะเกษ กดอ่านที่นี่