นายก อบต.ท่าเกษม ออกคำสั่งจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เครือข่าย ทสม.เสนอมาตรการเชิงรุกป้องกันขยะอุตสาหกรรมข้ามถิ่น

สระแก้ว – อบต.ท่าเกษม ออกคำสั่งจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว พร้อมเก็บชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่พบบางส่วน ส่งไปตรวจสอบที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้วและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อตรวจหาสารหาสารพิษทราบผลภายใน 30 วัน ด้านเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เตรียมจัดเวทีให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องอันตรายจากขยะพิษ และหามาตรการเชิงรุกป้องกันการขนย้ายกากอุตสาหกรรมข้ามถิ่น

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีพบขยะอิเลคทรอนิกส์จำนวนกว่า 10 ตันทิ้งแบบผิดกฎหมายบริเวณด้านหลังศาลหลักเมืองใกล้กับศาลากลางจังหวัดสระแก้ว นายสิทธิชัย ประทีปแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า วันนี้ได้ออกหนังสือในฐานะหน่วยงานท้องถิ่นรับผิดชอบด้านสาธารณสุข โดยให้ผู้ประกอบดำเนินการเก็บชิ้นส่วนขยะบริเวณบ่อน้ำและในอาคาร เก็บใส่ถุงปิดคลุมให้มิดชิด นำมาเก็บไว้ในอาคารมีหลังคา เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ โดยให้เวลา 15 วันและให้หยุดประกอบกิจการ ถ้าไม่ปฏิบัติตามเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด จะมีความผิดตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเกษม ยังกล่าวอีกว่า ทาง อบต.ท่าเกษม จะช่วยนำรถแบ๊คโฮมาตักขยะอิเล็กทรอนิกส์บรรจุใส่ถุงกระสอบ แล้วนำไปส่งให้บริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด ที่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นโรงงานกำจัดขยะพิษขยะอันตราย ประเภท 101 ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะรับขยะอันตรายจากชุมชนไปกำจัดให้ โดยไม่มีเสียใช้จ่ายใด ๆ เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนมีความสบายใจไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลยังได้จัดเก็บชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่พบบางส่วน ไปตรวจสอบที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้วและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อตรวจหาสารหาสารพิษ ว่าอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะวัสดุที่พบเป็นโลหะและสารตะกั่ว ซึ่งจะทราบผลประมาณ 30 วัน

ทางด้าน นายสมิทธิ์ เย็นสบาย เลขาธิการมูลนิธิสระแก้วสีเขียว และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า อยากเสนอให้ ทสม.นำวาระปัญหาขยะอุตสาหกรรมข้ามเขตเข้ามาในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาพูดคุยกัน เพราะแม้จะมีการขนขยะกลับไปที่บริษัทผู้รีไซเคิล แต่พื้นที่บริเวณนั้นมีโอกาสเกิดสารตกค้างไหลลงใต้ดินและแหล่งน้ำได้ ถือว่าอันตรายมาก ควรร่วมกันออกหนังสือเปิดผนึกเสนอแนวทางแก้ไขเชิงรุกของคณะกรรมการ ทสม.จังหวัด ซึ่งถือเป็นสิทธิและหน้าที่ของ ทสม.ในฐานะพลเมืองสระแก้ว เพราะมาตรการลงโทษผู้ก่อมลพิษมันต่ำมาก เช่น ปิดโรงงาน 30 วัน เป็นกฎหมายที่ผู้กระทำผิดได้รับโทษแค่ปรับไม่กี่บาท พอเรื่องเงียบไปพวกนี้ก็กลับมากระทำผิดซ้ำซากอีก

ตัวแทน ทสม.จังหวัดสระแก้ว เสนออีกว่า นโยบายเชิงรุกที่สำคัญคือการจัดพื้นที่ขยะแบบจัดการตนเอง เช่น มีการคัดแยกขยะต้นทาง มีบ่อขยะแบบครบวงจรและดำเนินการแบบหลายภาคส่วน ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการเดี่ยว ๆ แบบที่ อ.วัฒนานคร คนสระแก้วต้องถือว่าเป็นวาระของจังหวัด โดยจัดเวทีให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องอันตรายจากขยะพิษและหามาตรการเชิงรุกป้องกันการขนย้ายกากอุตสาหกรรมข้ามถิ่น เพื่อให้ความรู้ชาวบ้าน เรื่องนี้ถ้ายังทำเป็นนิ่งเฉย ขยะจาก eec มีแนวโน้มที่จะถูกขนถ่ายมาทิ้งที่สระแก้ว เพราะการกำจัดแบบถูกวิธี ค่ากำจัดกากตันละเป็นหมื่นบาท สุดท้ายถ้าขยะไม่อันตรายเหตุใดไม่กำจัดที่ต้นทางและจะวิ่งซ่านจากชลบุรีมาสระแก้วทำไม

—————————

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดสระแก้ว กดอ่านที่นี่