“ธนาธร” แสดงวิสัยทัศน์นอกสภา หลัง “อนาคตใหม่” กลัวเสียเวลายกมือในสภา

“ธนาธร” แสดงวิสัยทัศน์นอกสภา หลัง “อนาคตใหม่” เสนอญัติและถอนออกเอง เนื่องจากกลัวเสียเวลาในการยกมือผ่านญัติแสดงวิสัยทัศน์

นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังจากพรรคอนาคตใหม่ เสนอญัตติภายในที่ประชุมให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และถอนญัตติออกไปเพราะกลัวว่าจะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรียืดยาวออกไป

นางสาวพรรณิการ์ มองว่าประชาชนควรจะมีโอกาสที่จะได้ฟังวิสัยทัศน์ของคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและเชื่อว่ารัฐสภาควรจะใช้เวลาดังกล่าว ในการแสดงวิสัยทัศน์ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่ จึงใช้พื้นที่นอกสภาในการแสดงวิสัยทัศน์ต่อประชาชน

โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ว่า หากประเทศไทยอยากเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรเป็นของคนใดคนหนึ่ง และถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนมีความเห็นเหมือนกันก็ถือว่าเรามองตรงกัน ก็พร้อมที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง” และ “นายกรัฐมนตรีแห่งความจริง” ที่จะนำพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า

สำหรับเรื่อง “นายกรัฐมนตรีแห่งความจริง” นายธนาธรให้ความหมายไว้ว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีปัญหาในแต่ละส่วนของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเชิงโครงสร้างและปัญหาต่างๆเฉพาะตัว โดยก่อนหน้านี้ นายธนาธรได้พบกับผู้คนมากมายที่เข้าไปเล่าถึงปัญหาและความลำบากรวมถึงความยากจนในการใช้ชีวิต ทำให้มีช่องว่างระหว่างชนชั้นเพิ่มมากขึ้น การช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องมีการแก้ไขปัญหาต่างๆไปพร้อมกัน เช่น สัญญาผูกขาดระบบอุปถัมภ์ ซึ่งถ้าหากเราไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้เราจะใช้เงินภาษีและงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร ? ถ้าอำนาจยังผูกขาดอยู่กับอำนาจขององค์กรและส่วนราชการที่มีอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางรวมถึงอยู่กับผู้นำที่ไม่เข้าใจความลำบากของประชาชนในพื้นที่ นอกจากที่เราจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมไทยแล้วเราจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมโลกด้วยปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือการปรับตัวของสหภาพยุโรป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปและมันจะส่งผลต่อประชาชนทุกคน ผู้นำในยุคหน้าจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมไทยรู้เท่าทันสังคมรู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปพร้อมกับโลกที่ปรับตัวอยู่ตลอด

 

ขณะที่นายธนาธรให้ความหมายของ “นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง” ว่า เราจะต้องกล้าเผชิญปัญหาที่ต้นตอและกล้าที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลงต้องมีการคิดอย่างมีระบบและทำงานเป็นทีม ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตต่างๆมามากมายไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกวิกฤตต้มยำกุ้งรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ แต่สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สงครามที่ใช้เครื่องบินรบหรือรถถังแต่ปัจจุบันเราเป็นกบที่ถูกต้มในน้ำที่ค่อยๆเดือดดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าสายเกินไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะก้าวตัวออกไปจากบ่อน้ำแห่งนี้ได้ ปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนสูงขึ้นบริษัทขนาดใหญ่มากมายมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินแต่บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถที่จะมีประสิทธิภาพในการจ่ายหนี้ได้มีความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม ถึงแม้ว่าปัจจุบันน้ำในบ่อแห่งนี้จะยังไม่เดือดแต่ถ้าหากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ก็อาจจะสายเกินไปที่จะแก้ไข

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขด้วยผู้นำเพียงคนเดียวแต่จะต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไร้ปัญหาเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ซึ่งหลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก

ขณะที่การแก้ไขปัญหาใช้แต่เพียงความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ง่ายธนพรย้ำว่าจะต้องใช้การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่นายธนาธรระบุว่าหลายๆปัญหาที่ประเทศไทยเจอในอีกหลายๆประเทศก็เคยประสบพบเจอมาแล้วและก็มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวดังนั้นประเทศไทยมีกรณีศึกษามากมายทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังนั้นเราจะต้องเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา

และประเด็นสุดท้ายที่นายธนาธรระบุถึง คือ นายธนาธรจะเป็น “นายกรัฐมนตรีที่พาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้า” ในอดีตประเทศญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่แพ้สงครามและประเทศไทยมีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่สูงกว่ารวมถึงในยุคที่นายธนาธรเกิดเกาหลีมีสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และไม่มีใครต้องการผลิตภัณฑ์จากประเทศเกาหลี แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าประเทศเหล่านั้นมีสภาพเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย และในรุ่นลูกหลานต่อจากนี้เราจะได้เห็นว่าประเทศเวียดนามกำลังจะแซงหน้าประเทศไทย สังคมเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาดังนั้นประเทศไทยควรจะก้าวไปอยู่ในฐานะประเทศโลกที่ 1 ได้แล้วถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีเทคโนโลยีของตัวเองและมีเศรษฐกิจในอันดับโลกและยังคงความเป็นไทยอยู่ได้

ทั้งนี้นายธนาธรระบุว่าการขจัดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวเลขแต่จะต้องเป็นการเข้าถึงโอกาสอย่างถ้วนหน้าของประชาชนทั่วประเทศ และยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยไปสู่ระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว