กัญชาเสรี สำหรับคนมี”โรค”

กัญชา

พรุ่งนี้ 21 พ.ค.62 วันสุดท้ายของการลงทะเบียนจดแจ้งครอบครองกัญชาทางการแพทย์ ที่เป็นไปตามการปลดลอคกัญชา ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2562 ที่เปิดช่องให้สามารถนำกัญชาไปใช้ทางการแพทย์ใน 5 ปีแรก

การจดแจ้งขึ้นทะเบียนครอบครองกัญชา ในแต่ละที่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจในกฎหมาย ขอบเขตที่ทำได้ ทำไม่ได้ และยังมีประเภทหัวหมอหาจังหวะลักไก่เพื่อครอบครองกัญชา หรือแม้กระทั่งการคิดวางแผนระยะยาวทำธุรกิจทั้งขายเมล็ดพันธุ์ การสกัดน้ำมันกัญชาขายเป็นเรื่องเป็นราว  จนเป็นปัญหาให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแต่ละจังหวัดปวดหัวต้องมีเรื่องให้เคลียร์วุ่นวายพอสมควร

ตามความเชื่อของคนจำนวนไม่น้อยถือว่า กัญชาเป็น ยาสวรรค์ไปแล้ว ไปที่ไหน ๆ ก็จะมีเรื่องกัญชามาแลกเปลี่ยนแสวนา ที่มากกว่านั้นกระแสไม่ได้หยุดแค่การใช้กัญชาทางการแพทย์เท่าน้น คนส่วนใหญ่คิดข้ามชอตไปเรื่องกัญชาเสรี มีไว้ครอบครองในครัวเรือนแบบถูกกฎหมาย ถึงไม่เป็นผู้ป่วยก็ขอมีเป็นผักสวนครัวไว้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร เหมือนสมัยก่อน ๆ ที่บ้านเรือนตามชนบทมักจะมีกัญชาบ้านละต้น สองต้นไว้เด็ดใส่แกง ใส่ต้มยำเป็นเครื่องชูรส

บรรดาคนหัวใสก็เริ่มนับเมล็ดกัญชาขายเมล็ดละ 4-5 บาทกันแล้ว ส่วนผลิตภัณฑ์กัญชาไม่ว่าจะเป็นน้ำมันกัญชาชนิดหยอด หรือชนิดแคปซูล ตอนนี้มีเกลื่อนมีสารพัดแหล่งที่ซื้อง่าย ขายคล่อง อย่างน้ำมันสกัดกัญชาขวดเล็ก ที่บรรจุในขวดน้ำยาหยอดตา ประมาณ 15 ซีซี มีขายตั้งแต่ระดับราคาขวดละ 1,000,1,200 หรือบางรายขายถึงขวดละ 1,500 ถึง 2,000 บาท

เป็นราคาตลาดมืดที่การซื้อ ขาย อยู่ที่ความพอใจโดยไม่มีหลักประกันว่าสารสกัดกัญชาที่ใช้ ๆ กัน การผลิตได้คุณภาพขนาดไหน แต่ต้องยอมรับว่าแค่มีไฟเขียวเล็ก ๆ กัญชาที่ซุกตามมุมมืดในแต่ละที่มันเยอะจริง ๆ

สำหรับการจดแจ้งขึ้นทะเบียนครอบครองกัญชา และเมื่อผ่านการจดทะเบียนก็เหมือนมีใบอนุญาตเสพ ครอบครอง เพื่อไม่ต้องรับโทษตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดครับ

กฎหมายว่าอย่างไร

ราชกิจจานุเบกษา ที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2562 ก็ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องการครอบครองกัญชาอย่างถูกกฎหมาย โดยผู้ถือครองสามารถขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่ วันที่ 27 ก.พ.2562 เป็นต้นไป โดยต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขในประกาศ

ประกาศเกี่ยวกับการครอบครองกัญชา มี 3 ฉบับ ระบุการนิรโทษครอบครองกัญชา ตามรายละเอียดดังนี้

ฉบับที่ 1  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข หรือให้ทำลายกัญชาที่ได้รับมอบจากบุคคล ซึ่งไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ. 2562

ฉบับที่ 2 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ก่อน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ

ฉบับที่ 3 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชา สำหรับผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26/5 และบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ป่วยตามมาตรา 22 (2) ก่อน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ กล่าวคือบุคคลที่ไม่ใช่กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งทั้ง 3 ฉบับให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายใหม่ มี 7 กลุ่ม คือ

  1. หน่วยงานของรัฐ
  2. ผู้ประกอบวิชาชีพ
  3. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ทางแพทย์/เภสัชศาสตร์)
  4. ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน
  5. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ
  6. ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ
  7. ผู้ขออนุญาตอื่น ซึ่งการขออนุญาตต้องมีแบบแจ้งการครอบครอง (ยส.5) โครงการวิจัย (ถ้ามี) และเอกสารอื่น ๆ ตามประเภทของผู้ยื่นคำขอ ดังนี้

· กรณีเป็นหน่วยงานรัฐ ต้องมีหลักฐานแสดงความเป็นหน่วยงานของรัฐ

· ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องแสดงใบประกอบวิชาชีพ สถาบันอุดมศึกษา หลักฐานแสดงการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัยและการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์

·  ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต้องมีหนังสือจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมาย เอกสารแสดงความร่วมมือและดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐหรือสถาบันการศึกษา

· ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ ต้องมีเอกสารจดทะเบียนการดำเนินการขนส่งระหว่างประเทศ ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ ต้องมีหนังสือเดินทาง เอกสารเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทย และใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองแพทย์

· สำหรับผู้ป่วย ที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาในการรักษาโรคตัวเอง และมีกัญชาดังกล่าวในครอบครองก่อน 19 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้ป่วยหรือผู้แทน ต้องมายื่นคำขอ “บันทึกแจ้งการมีไว้ในครอบครองฯ”

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการครอบครองต้องยื่นหนังสือแจ้งการครอบครอง โดยแจ้งได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรณีอยู่ในกรุงเทพฯ หรือแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ สสจ. ทั่วประเทศ กรณีอยู่ต่างจังหวัด โดยถ้ามีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1556 กด 3 ในเวลาราชการ

ว่าเฉพาะผู้ป่วย ที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาในการรักษาโรคนี่มีปัญหามากพอสมควรครับ ที่พบมากที่สุดในการขอขึ้นทะเบียนแต่ละที่ ส่วนใหญ่จะเป็น “ใบรับรองแพทย์” ที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเป็นใบรับรองแพทย์ทั่ว ๆ ไปที่นำไปใช้ในการสมัครงาน ที่ระบุแค่ว่า “ไม่เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ร้ายแรง” บางคนก็ไปขอตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน บางรายไปขอตามคลีนิค จนเกิดปัญหาโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับเอกสารที่แจ้ง เพราะต้องเป็นใบรับรองแพทย์ที่ระบุโรคที่ต้องใช้กัญชารักษา

บางรายกรอกเอกสารระบุชนิดโรคตัวเองยาวเหยียด เป็นทั้งโรคหัวใจ ความดัน เก๊าต์ ฯลฯ แต่ใบรับรองแพทย์ระบุแค่เป็นโรคหัวใจ ต้องแก้ปัญหาขีดฆ่าทิ้งโรคอื่น ๆ ให้วุ่นวายเพราะทุกโรคตามที่ระบุในแบบฟอร์มต้องมีใบรับรองแพทย์ครบตามชนิดของโรคที่ระบุ

ที่สงสัยกันมากและพยายามหาคำอธิบายคือ สารสกัดกัญชา หรือต้นกัญชา ที่ขึ้นทะเบียนตามจำนวน มันเป็นของที่ใช้ไปแล้วหมด ไม่เหมือนการจดทะเบียนครอบครองอาวุธปืนที่จดทะเบียนกี่กระบอกก็นับตามจำนวนที่จดทะเบียนได้ตลอด

เช่นบางคนแจ้งครอบครองสารสกัดกัญชาแบบแคปซูล 120 เม็ด ระบุกินวันละ 2 เม็ด เช้า เย็น  สารสกัดแบบหยอด 4 ขวด หยอดทุกวันก่อนนอน ครอบครองต้นกัญชา 10 ต้น ระบุมวนสูบวันละ 2 มวน แต่ถ้าใช้หมดตามจำนวนที่แจ้งจดทะเบียน หรือต้นกัญชาที่ปลูกไว้มันตายไป จะทำอย่างไร

คำตอบมีง่าย ๆ ครับ เจ้าหน้าที่ สสจ.แต่ละที่ก็พยายามอธิบายแบบหยวน ๆ แจ้ง 120 แคปซูลก็พกพาตามจำนวนที่จำเป็นต้องใช้ ไม่จำเป็นต้องพกติดตัวถึง120 เม็ด น้ำยาสกัดก็พกทีละขวด (ถ้าหมดก็หาซื้อมาเติมตามจำนวน) ส่วนกัญชาต้นที่ปลูก แจ้ง10 ต้นก็ต้องไม่เกิน 10  ต้น ถ้าระบุว่ามวนสูบ หรือ”พันลำ” ก็ต้องตามนั้น อย่าเผลอสูบบ้องเป็นอันขาด และสถานที่ปลูกต้นกัญชาจะต้องเป็นที่อยู่ตามบัตรประชาชนผู้ขอจดทะเบียนครอบครองเท่านั้น ที่สำคัญคือการจดแจ้งครอบครอง ต้องระบุวันครอบครองก่อนวันที่ 19 ก.พ.2562 เท่านั้น

ประมาณว่าแต่ละจังหวัดที่มีผู้มาจดแจ้งครอบครองกัญชา เพื่อใช้ทางการแพทย์จะตกราวจังหวัดละ 500 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ป่วยที่พึ่งกัญชาในการบำบัดรักษาทั้งรายเก่า รายใหม่ทั่วประเทศ น่าจะไม่ต่ำกว่า 38,000 คน นี่ขนาดยังไม่ไปไกลถึง “กัญชาเสรี” แค่นำร่องปลดลอคเล็ก ๆ กระแส “ยาสวรรค์” เขามาแรงจริง ๆ 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น