8 พรรคการเมืองโชว์นโยบายสร้างสวัสดิการชุมชน

8 พรรคการเมืองโชว์นโยบายสร้างสวัสดิการชุมชน

สมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนเชิญตัวแทนพรรคการเมืองร่วมพูดคุยถึงการกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่าควรผลักดันให้สวัสดิการสังคมเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่

สมาคมเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ร่วมกับพรรคการเมือง จัดการประชุมเสนอนโยบายร่วมกันเกี่ยวกับ”การจัดสวัสดิการสังคม” โดยในวงแลกเปลี่ยนความเห็นประกอบด้วย นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังชาติไทยพัฒนา, นายนภดล แก้วสุพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่น, นายประวีร์ จินดา รองผู้อำนวยการพรรคเพื่อแผ่นดิน, นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรคพลังชาติพัฒนา และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล พรรคอนาคตใหม่

แนะเพิ่มกองทุนและสมาชิกสร้างความยั่งยืน

นพ.ระวี กล่าวว่า เรื่องสวัสดิการชุมชนนั้นตรงกับทิศทางของพรรคพลังธรรมใหม่ โดยพรรคมุ่งมั่นสร้างความเป็นประชาธิปไตยทุกส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นการค้า เศรษฐกิจ สังคม พรรคพลังธรรมใหม่เห็นด้วยกับการสร้างสังคมสวัสดิการแทนที่รัฐสวัสดิการซึ่งเป็นประชานิยม

ทำให้ประเทศย่อยยับ ดังนั้นทางพรรคจะสร้างสังคมแบบสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วม และลดรัฐสวัสดิการลงเรื่อยๆ ซึ่งเหมือนการแจกปลาให้ประชาชน ทำให้ประชาชนงอมืองอเท้า ส่งผลให้การเติบโตสวัสดิการสังคมช้าลง ทำให้เกิดอุปสรรคในสังคมและประเทศ

ดังนั้นการแจกงบประมาณให้ประชาชนก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะกับสังคมไทย ซึ่งเงินที่อัดลงไปบางทีก็หายไปกลางทาง และไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืนของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเหมือนการทำลายประเทศทางอ้อมเพราะประเทศจะไม่สามารถยืนหยัดได้ ทางพรรคมองว่าการจะให้ประชาชนต้องให้อย่างมีคุณค่า

และประชาชนต้องรับอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน หลักการสำคัญคือการให้งบประมาณสร้างสวัสดิการให้ประชาชนคือประชาชนต้องมีส่วนร่วม และประชาชนต้องจัดการกันเองไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่รัฐมาจัดการให้ สิ่งสำคัญคือต้องนำระบบเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นปรัชญาสำคัญ

เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนให้แต่ละชุมชน ฉะนั้นพรรคมองว่าต้องปรับเพิ่มสวัสดิการให้ชุมชนตามความเหมาะสมและอยู่ในเครือข่ายสวัสดิการเครือข่ายชุมชน โดยการสร้างกองทุนใหม่อย่างยั่งยืน

และมีการเพิ่มกองทุนใหม่อย่างน้อย 100-200 กองทุน และต้องมีสมาชิกกองทุนอย่างน้อย 10 ล้านคนทั่วประเทศ นี่คือทิศทางที่ทางพรรคมองว่าจะสร้างความยั่งยืนได้

ประชาธิปปัตย์พร้อมสานนโยบายกองทุนสวัสดิการชุมชน

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ออกความเห็นว่า ตนเองมีความผูกพันกับงานสวัสดิการสังคม ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนาย ชวน หลีกภัย ได้มีการสร้างความเข้มแข็งของสังคม มีการจัดตั้ง และเชิญผู้แทนจากภาคสังคมที่นำแนวคิดสวัสดิการชุมชนมานำเสนอเป็นครั้งแรก จึงเป็นที่มาว่าประชาธิปัตย์มีการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาตลอด

โดยพรรคตระหนักว่าไม่ต้องการให้นโยบายนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายประชานิยม คือการให้ชุมชนสามารถพิสูจน์ว่าจะสามารถจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถได้รับเงินสนับสนุน หลังจากนั้นได้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีส่วนนำเงินเข้ามาสมทบอีก แต่ก็ต้องหยุดไปหลังจากสิ้นรัฐบาลนาย ชวน

ฉะนั้นวันนี้ประชาธิปัตย์พร้อมที่จะมาสานงานนี้ต่อ แต่สิ่งที่ประชาชนมั่นใจได้คือประชาธิปัตย์เชื่อในระบบสวัสดิการชุมชน เนื่องจากเราทำมาอย่างยาวนาน ถ้าปัจจุบันต้องขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมต้องมีการขึ้นภาษี แต่ก็อาจจะยังไม่พอ

ซึ่งต้องมีประชาชนเข้ามาช่วยด้วย และสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดคือเรื่องของการออม นโยบายรัฐบาลแทบทุกชุดส่งเสริมให้ประชาชนเป็นหนี้ แต่ พรรคประชาธิปัตย์ส่งเสริมการออมเพราะฉะนั้นความเชื่อเราตรงกัน และประชาธิปัตย์เชื่อในการกระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการตนเองและสาธารณะ นอกเหนือจากนั้นหลักประกันที่ทำให้ประชาชนอุ่นใจว่างานที่จะทำต่อไปตรงกัน

คืองานที่เราทำมานั้นตรงกัน พรรคจะสนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และพรรคยินดีที่จะยกระดับประเทศให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องระวังคือไม่ให้ราชการเข้ามาควบคุมเกินไปเพราะสวัสดิการที่จัดขณะนี้ถ้าเอาไปรวมกันหมดอีกหน่อยเขาจะมาบอกว่าอะไรก็ทำไม่ได้ ฉะนั้น ประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะรักษาโครงการและนโยบายนี้ไว้ต่อไป

เพื่อไทยมั่นใจสร้างสวัสดิการชุมชนโดยไม่ต้องกู้และขึ้นภาษี

ด้านนายเผ่าภูมิ เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญของสวัสดิการสังคมเราจะใช้สวัสดิการแบบผสมในการสร้างศักยภาพและความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นอกจากนี้เพื่อไทยจะใช้ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นจุดเด่นให้พี่น้องได้หลักสวัสดิการแบบเท่าเทียม

โดยไม่ต้องขึ้นภาษี และไปกู้เงิน ไม่ใช่สวัสดิการที่ใช้ครั้งเดียวและหมดไป พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญในการกระจายอำนาจและเชื่อในระบบนี้มาตลอด นั่นจึงเป็นความจำเป็นของการเกิดขึ้นของสวัสดิการชุมชน วันนี้ต้องยอมรับว่าการได้รับสวัสดิการของประชาชนในประเทศมีความไม่เท่าเทียม

จึงจำเป็นที่สวัสดิการชุมชนต้องเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และพรรคเพื่อไทยจะใช้ความสามารถทั้งหมดในการสร้างสวัสดิการภาครัฐและชุมชนมาผสมและให้เดินไปด้วยกันได้ และจะสนับสนุนสวัสดิการชุมชนอย่างเต็มที่ ปัจจัยที่พรรคเพื่อไทยจะให้ความเชื่อมั่นว่าสวัสดิการสังคมจะเกิดขึ้นได้

คือเพื่อไทยเชื่อมั่นในประชาธิปไตยโดยเชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกัน และมั่นใจในการหารายได้และการใช้จ่ายของพรรคโดยไม่ต้องไปขึ้นภาษีแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดสวัสดิการสังคม ขึ้นในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งเพื่อไทยมองในภาพกว้างพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ ให้เกิดสวัสดิการที่ดีและความเท่าเทียมในประเทศ

แนะชุมชนต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน

ส่วนนายนิกร หล่นความเห็นไว้ว่า เรื่องสวัสดิการชุมชนทางพรรคมองว่าทางชุมชนควรช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด และให้รัฐเข้ามาสนับสนุนบางอย่าง แต่ไม่ควรให้รัฐบาลเป็นเจ้าของโครงการมิเช่นนั้นจะเกิดความยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่

ชี้ประชาชนทำหน้าที่แทนรัฐบาล

ขณะที่นายนภดล กล่าวว่า ปัญหาสำหรับการจัดสวัสดิการให้ประชาชนฐานล่างไม่เคยถูกจัดการให้จบเลยสักครั้ง ซึ่งราชการส่วนกลางยังคงหวงอำนาจในการจัดการทำให้คนที่อยากเข้าไปทำเพื่อสังคมจริงๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นการทำทุจริตมากที่สุดในส่วนภาครัฐ

ดังนั้นทางพรรคจึงมีความเห็นจะสร้างสภาพลเมืองแบบจริงจัง ถึงเวลาที่ต้องมีพื้นที่ควบคุมนักการเมืองและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมาพูดคุยกันและไต่สวนเรื่องราวต่างๆ และชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐจริงจัง แต่ทุกวันนี้อำนาจชุมชนก็ยังคงต่ำกว่ารัฐบาล ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องทำหน้าที่แทนรัฐบาล

เพราะประชาชนในพื้นที่รู้และเข้าใจดีกว่ารัฐบาล ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลง สำคัญคือต้องทำให้รายได้ในชุมชนเพิ่มขึ้น และอย่าขึ้นภาษีให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นจึงต้องสร้างสมดุล 2 ส่วนให้เท่ากัน วันนี้หลายพรรคการเมืองแก้ปัญหาความยากจนด้วยการแจก

ซึ่งเป็นเพียงแค่การประทังชีวิต ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้และเป้นความล้มเหลวของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ประชาชนต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง พรรคจะสนับสนุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นจริงๆ

เล็งเปลี่ยนกองทุนชุมชนเป็นนิติบุคคล

ส่วน นายประวีร์ กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากสังคม แต่ทางพรรคติดตามปัญหาเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งที่สำคัญที่พรรคมองเห็นคือการสร้างความเข้มแข็งภายในสังคมระดับชุมชน

เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด และให้ทุกคนเดินทางไปด้วยกันได้ ในการแก้ไขปัญหาทางพรรคมอว่าต้องเปลี่ยนกองทุนของชุมชนให้เป็นแบบนิติบุคคล ผลักดันบทบาทของคนในชุมชน และรัฐต้องจัดงบประมาณเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีคุณธรรม

เมื่อกองทุนสวัสดิการชุมชนเริ่มจะเข้มแข็งต้องนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ เสนอภาครัฐให้ได้เพราะประชาชนท้องถิ่นนั้นมีความเข้าใจบริบทท้องถิ่นมากกว่ารัฐบาล

แนะเพิ่มกฏหมายควบคุมกองทุนชุมชน

ด้าน นพ.วรรณรัตน์ เผยว่า ภายใต้บริบทสังคมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขึ้นทุกที จีดีพีประเทศดีขึ้นทุกปีแต่ก็ไม่ได้หมายความถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในประเทศส่วนใหญ่

ซึ่งทางพรรคมองเห็นความสำคัญของประชาชนในฐานล่างและคำนึงถึงสวัสดิการสังคมให้ทุกคนในสังคมเพื่อให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้พี่น้องประชาชนในสังคมล่างมีความเป็นอยู่ที่ดีคือการสนับสนุนกองทุนสังคมแต่ละพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและเจริญเติบโต

เพื่อเป็นเกาะป้องกันให้กบพี่น้องประชาชน แต่เราต้องมีกฎหมายใช้ควบคุมกองทุนที่ชัดเจนด้วย เพื่อให้เกิดการเติบโตของกองทุนอย่างเข้มแข็งในระยะยาว โดยพรรคจะส่งเสริมให้กองทุนเป็นนิติบุคคลเพื่อสามารถให้กองทุนต่อยอดความคิดต่างๆต่อไปได้อย่างอิสระ โดยจะทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ชี้สวัสดิการชุมชนเติมเต็มกว่าสวัสดิการรัฐ

ขณะที่ นางสาวศิริกัญญา หล่นความเห็นว่า การสร้างสวัสดิการชุมชนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียวินัยการคลัง ซึ่งทางพรรคพร้อมจะผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะต้องเก็บภาษีก็ตาม โดยจะมุ่งเน้นเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อนำมาเฉลี่ยเป็นสวัสดิการให้พี่น้องประชาชนในประเทศ

เพราะสวัสดิการเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องได้รับไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนจนเท่านั้น ซึ่งทุกคนมีสิทธิจะได้รับสวัสดิการที่ดี นโยบายสวัสดิการของพรรคอนาคตใหม่และสวัสดิการชุมชนเป็นสิ่งที่ตรงกันและสามารถสนับสนุนให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี

ซึ่งสวัสดิการชุมชนมีความสำคัญคือจะเข้าใจว่าคนในชุมชนมีความจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่สวัสดิการชุมชนที่จะเข้ามาเติมเต็ม และทำได้ดีกว่าสวัสดิการจากภาครัฐด้วย ซึ่งถ้าเราสร้างสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็งจะทำให้ประชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆในชุมชนได้ และทางพรรคอยากให้กองทุนชุมชนเป็นนิติบุคคล เพื่อง่ายต่อการดำเนินการใดๆ ตามที่เห็นสมควร

 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่