ญาติพ่อค้าหมูครวญเหมือนถูกแกล้ง ระบุเป็นคนทำกินตั้งแต่วัยเด็ก

ฉะเชิงเทรา-ญาติพ่อค้าส่งหมูครวญระบุเหมือนถูกกลั่นแกล้ง เผยเป็นคนขยันทำมาหากินตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก ขณะทนายความเผยกระบวนการสอบสวนลูกความผิดปกติ ตลอดจนขั้นตอนการขอประกันตัวยุ่งยาก ระบุกว่าจะประกันตัวได้ต้องอยู่ในโรงพักนานจนถึงมืดค่ำ

วันที่ 11 ม.ค.61 เวลา 14.00 น. นายธีระ บัวสำลี ทนายความของสองสามีภรรยาพ่อค้าส่งเนื้อหมูที่ตกเป็นจำเลย หลังติดตามทวงคืนหนี้สินค่าเนื้อหมูจากสองสามีภรรยาผู้ค้าหมูแดดเดียวที่ติดค้างกันมานานนับปีแล้วแต่ไม่ได้คืน ก่อนคว้านำเอาหมูแดดเดียวเสียบไม้ที่แขวนตากจากภายในร้านไปเพื่อหักเป็นเงินทดแทนหนี้สิน จนถูกอีกฝ่ายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในข้อหา “วิ่งราวทรัพย์” ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องมาแล้วนั้น เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ลูกความได้รับการประกันตัวออกมาแล้วในชั้นสอบสวน

แต่กระบวนการสอบสวนและการประกันตัวนั้น ค่อนข้างยุ่งยากจนไม่ได้รับความสะดวก และต้องรอคอยกันจนถึงช่วงมืดค่ำ จึงจะสามารถทำการประกันตัวลูกความออกมาได้สำเร็จ ซึ่งต้องใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินใน จ.อุทัยธานี ของผู้เป็นยายของ น.ส.พัชรินทร์ อุ่นเรือนงาม อายุ 22 ปี ฝ่ายภรรยามาประกันตัว โดยทางตำรวจนั้นเรียกหลักทรัพย์ในการประกันตัวคนละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท หรือหากเป็นเงินสดคนละ 75,000 บาท ซึ่งกว่าจะประกันตัวออกมาได้นั้น ต้องรอเวลาจนถึง 19.30 น.ของเมื่อวานนี้
อีกทั้งกระบวนการในการสอบสวนคดี ยังมีข้อสังเกตที่ไม่ปกติอยู่หลายอย่าง เช่น การที่พนักงานสอบสวนนั้นบอกกับทางลูกความของตนว่า สามารถให้การได้โดยที่ไม่ต้องมีทนายมาเกี่ยวข้องในขณะที่ตนนั้นออกไปรับโทรศัพท์ยังภายนอกห้องสอบสวน และยังได้แนะนำบอกกับลูกความของตนอีกด้วยว่าให้ปฏิเสธในข้อกล่าวหา แบบไม่ต้องให้รายละเอียดหรือปฏิเสธลอยแบบไม่ต้องมีเหตุผลในการโต้แย้ง แล้วจึงจะปล่อยตัวกลับบ้านไปได้ ทั้งที่คำให้การปฏิเสธนั้นเป็นสาระสำคัญที่ต้องมีการลงบันทึกเอาไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย ซึ่งมีผลอย่างมากทางกฎหมายต่อการพิจารณาคดีในชั้นศาล

ตนจึงเข้าใจว่าพนักงานสอบสวนกับลูกความของตนนั้นเคยมีปัญหาโต้แย้งอะไรกัน จนเกิดความไม่พอใจกันมาก่อนหรือไม่ในวันเกิดเหตุ อีกทั้งทางพนักงานสอบสวนยังมีท่าทีที่ไม่พอใจที่ตนซึ่งเป็นทนายความของผู้ต้องหานั้น ได้เข้าไปร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย ทั้งที่เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย เพื่อให้ทางตำรวจต้องบันทึกคำให้การยืนยันในสำนวนว่า “เป็นการยินยอมโดยปริยาย” ของผู้กล่าวหา ที่ไม่ได้มีการขัดขวาง หรือส่งเสียงร้องโวยวายขอความช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุ ว่าถูกวิ่งราวทรัพย์ ทั้งยังมีการส่งถุงพลาสติกให้ใส่หมู่เสียบไม้ และยังมีการจับสุนัขเอาไว้ให้แก่ลูกความด้วยในขณะที่กำลังหยิบเอาหมูเสียบไม้ออกไปจากร้าน

ทั้งนี้ในระหว่างที่ตนมีการโต้แย้งกันกับทางพนักงานสอบสวนในหลายกรณีนั้น ทางพนักงานสอบสวนยังได้มีท่าทีไม่พอใจ ไม่ยอมสอบปากคำต่อ ด้วยการปิดเครื่องปรับอากาศปิดไฟ และเดินออกไปจากห้องสอบสวน ก่อนที่จะขับรถออกไปจากโรงพักโดยบอกกับตนว่า “ผมมีธุระ” ทั้งที่ลูกความของตนยังคงอยู่ภายในห้องขัง และยังไม่ได้รับการประกันตัวอีกด้วย

จนตนต้องโทรศัพท์ติดตามและมีการติดต่อไปยังนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ติดตามตัวพนักงานสอบสวนกลับมา จนเวลาผ่านไปถึงกว่าครึ่งชั่วโมงร้อยเวรเจ้าของคดีจึงเดินทางกลับมาทำการสอบสวนปากคำต่อ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อหน้าญาติของผู้ต้องหา 6-7 คน ที่มาเฝ้ารอคอยการประกันตัวทั้งสองคนออกมาจากห้องขัง นายธีระ กล่าว

ด้าน น.ส.นภาลัย พรหมจรรย์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62/1 ถ.สุรศักดิ์สงวน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สาวญาติห่างๆ ของ นายณัฐิวุฒิ จินดาอินทร์ อายุ 22 ปี ที่ตกเป็นผู้ต้องหา กล่าวว่า นายณัฐิวุฒิ นั้น เป็นคนขยันช่วยเหลือพ่อแม่หาเงิน และทำมาหากินมาตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กเมื่ออายุได้เพียง 10 ขวบเศษ ไม่เคยเกเร ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง และไม่ได้เรียนหนังสือต่อในระดับสูงๆ แต่ชอบค้าขายชอบทำอาหารและยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย โดยเป็นพ่อครัวตามโรงอาหารในโรงงานอุตสาหกรรม พอว่างจากงานในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็จะไปรับเนื้อหมูจาก จ.นครปฐม เพื่อนำมาวิ่งส่งขาย คนตั้งใจทำมาหากินพอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้มันเหมือนกับถูกกลั่นแกล้ง และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีที่เกิดขึ้นนี้เลย น.ส.นภาลัย กล่าว

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดฉะเชิงเทรา กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น