!เหยื่อวิสามัญ “หมอดูไพ่ยิปซี”เมืองคอน ร้อง สตช.เปลี่ยนชุดทำคดี พร้อมเอาผิด อดีตผู้การฯกับพวก

นครศรีธรรมราช:เหยื่อวิสามัญฆาตกรรม “หมอดูไพ่ยิปซี”ชื่อดังจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร้องสตช.ขอเปลี่ยนชุดทำคดีรอบสอง หลังคดี 7 เดือนไม่คืบ พร้อมเอาผิดกับอดีตผู้การฯและพวก ฐานละเลยเพิกเฉยการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเวลา 09.30น.วันนี้ 11 ธ.ค.61 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.ฐานิศ หริกจันทร์ หรือ ครูแตง ภรรยาของ นายประภวิษณุ์ บุญเนือง หมอดูไพ่ยิปซีชื่อดังของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช วิสามัญฆาตกรรมไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค.61 ที่ผ่านมา ได้นำเอกสารข้อร้องเรียนพร้อมหลักฐานต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อคดี ส่งมอบให้กับ พ.ต.อ.สุรชัย เจ็ดพี่น้องร่วมใจ รองผู้บังคับการยุทธศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตัวแทนรับมอบเพื่อส่งต่อให้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และคดีไม่มีผลความคืบหน้าใดๆเลยหลังจากเกิดเหตุ ซึ่งล่วงเลยระยะเวลามานานกว่า 7 เดือน

น.ส.ฐานิศ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าระหว่างตำรวจไล่จับกุมสามีจะใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ เนื่องจากไม่พบร่องรอยกระสุนจากปืนของสามียิงออกจากในรถ และจากการตรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่าปืนของสามีอยู่ที่บริเวณช่องเก็บของข้างประตูและมือทั้งสองข้างวางอยู่บนตักด้วย รวมถึงมีพยานบอกว่าระหว่างเกิดเหตุสามีลงจากรถพร้อมยกมือไหว้ ก่อนที่จะขึ้นไปบนรถปิดล็อกประตูด้วยความกลัว จากนั้นตำรวจได้กระหน่ำยิงเข้าไปในรถมากกว่า 10 นัด จนสามีเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้พบว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าไปชันสูตรศพและตรวจพยานหลักฐานนั้น ได้กันบุคคลภายนอกรวมทั้งตนและสื่อมวลชนไม่ให้เข้าไปใกล้ในพื้นที่ตัวรถ ต่อมาตำรวจได้แจ้งว่าตรวจพบยาบ้าจำนวน 107 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงสีฟ้าตกอยู่ในรถของสามี ส่วนตัวไม่เชื่อว่าสามีจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาบ้าแน่นอน นอกจากนี้ทางตำรวจยังแจ้งอีกว่าไม่พบกล้องติดหน้ารถของสามีในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งมาแจ้งภายหลังว่าได้พบแล้ว แต่ไม่มีข้อมูลการบันทึกภาพภายในแต่อย่างใด และอ้างว่าสามีเป็นคนเอาออกก่อนเสียชีวิต

นอกจากนี้ตนยังมองว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเหตุอุกฉกรรจ์หรือร้ายแรงถึงขั้นต้องวิสามัญฆาตกรรม เนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการเข้าใจผิดเรื่องระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ ตนกับสามีมีปัญหากัน และสามีได้เข้ามาเอาของในบ้าน แต่ตนเองไม่รู้ จึงเข้าใจว่ามีคนร้ายเข้ามาขโมยทรัพย์สิน และได้ไปแจ้งความไว้ ต่อมาทราบว่าเป็นสามี จนกระทั่งวันเกิดเหตุในช่วงเช้า สามีกำลังนำทรัพย์สินมาคืนที่บ้าน จนเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

พ.ต.อ.สุรชัย กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนในคดีนี้ว่า จะนำเรื่องเสนอไปยังผู้บังคับบัญชา ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะส่วนกลางจะพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดและการทำงานของตำรวจว่าปฏิบัติตามขั้นตอนหรือไม่ ในส่วนของท้องที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยจะรีบดำเนินการภายใน 20 วัน

ทั้งนี้หนังสือข้อร้องเรียนที่ตนนำมาในวันนี้มีทั้งหมด 3 ชุดด้วยกัน ชุดแรกยื่นให้กับทาง สตช. หลังยื่นเสร็จ จะเดินทางไปยื่นให้กับทาง ป.ป.ช.และป.ป.ท.ต่อไป โดยมีข้อเรียกร้องให้ชดเชยค่าเสียหายในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการปฏิเสธการช่วยเหลือเยียวยา พร้อมทั้งให้เปลี่ยนชุดเจ้าหน้าที่ทำคดีใหม่ทั้งชุด เนื่องจากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีความโปร่งใสในการทำคดีมาตั้งแต่ต้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมาร้องขอที่ สตช.แล้วครั้งหนึ่ง และทั้งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอาผิดกับ พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ. จ.นครศรี ธรรมราชในขณะนั้น และเป็น รองผบช.ภ.8 ในปัจจุบัน พร้อมกับพวก ซึ่งประกอบด้วย พ.ต.ท.มนตรี วรรณคง สว.สส. สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ฐานเพิกเฉย จงใจละเลยการปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงาน ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา ที่มีการสนับสนุนช่วยเหลือลูกน้องที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาให้พ้นความผิด และไม่ให้ความเป็นธรรมโปร่งใสในคดี โดยเฉพาะ ร.ต.ท.ประทีป สัมพันธมาศ รอง สว.สส.สภ.พรหมคีรี ที่เป็นลงมือยิงสามีของตน ซึ่งในขณะนี้ยังใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ ไม่ได้รับโทษทางกฎหมายหรือการดำเนินการทางคดีใดๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ตามปกติ และหวั่นเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ประกอบกับ ช่วงหลังเกิดเหตุได้มีชายผูู้หนึ่งซึ่งห่มผ้าเหลืองจีวรลักษณะคล้ายพระ อ้างว่ารู้จักสนิทกับตำรวจที่ยิงสามีตน ชื่อว่านายพงษ์ศักดิ์ ไม่ทราบนามสกุล และใช้ชื่อในเฟซบุุ๊ก ว่า “บารมีศรัทธา” ได้เข้ามาข่มขู่ตนกับมารดาถึงที่บ้าน โดยบอกให้หยุดดำเนินคดีเสีย หากไม่อยากเดือดร้อน พร้อมกล่าวว่าในย่ามที่สะพายอยู่นี้มีปืน ก่อนจากไป จึงร้องขอการคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัวด้วย

 

อย่างไรก็ตาม คดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นนี้ ตลอดช่วงระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุ ยังไม่มีการออกมาเคลื่อนไหวใดๆจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้แต่ครั้งเดียวเลย หลายต่อหลายครั้งที่สื่อมวลชนที่เกาะติดกับคดีนี้อยู่ ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ทั้งระดับผู้บังคับบัญชาและชุดทำคดี กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงปฏิเสธมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนที่เฝ้าติดตามต่างพากันขาดความศรัทธาและเชื่อถือในตัว จนท.ตร.นครศรีธรรมราช พร้อมทั้งมีการโจมตีการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตลอดช่วงวันเกิดเหตุจนมาถึงปัจจุบัน ไม่มีความโปร่งใส ชอบธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและผู้เสียชีวิต ซึ่งขาดหลักมนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง โดยทุกคนที่เฝ้าติดตามข่าวคดีนี้ต่างพากันให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต และภาวนาให้หน่วยงานที่มีอำนาจสามารถคลี่คลายคดีนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด


อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครศรีธรรมราช กดอ่านที่นี่