6 พรรคการเมืองอัดนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศเหลว

6 พรรคการเมืองอัดนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศเหลว

6 แกนนำพรรคการเมืองร่วมเสวนาเห็นตรงกันประเทศไทยมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนคือปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ หากได้เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งปีหน้า

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการประจำปีครั้งที่ 12 โดยภายในงานมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ”การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลการเลือกตั้ง”โดยวงเสวนาประกอบด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักษาชาติ, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, นายสมพงษ์ สระกวี พรรคเสรีรวมไทย และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พรรคภูมิใจไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในวงเสวนา

จีดีพีไทยโตรั้งท้ายอาเซียน

นายจาตุรนต์ เปิดเผยว่า การบริหารประเทศที่ผ่านมาไม่ได้เกิดการปฏิรูปใดๆเลย เศรษฐกิจของประเทศเกิดความเสียโอกาส และมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น ซึ่งเราจะคุ้นเคยกับคำที่ว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่กลับไม่มีเงินเพราะเกิดภาวะรวยกระจุก จนกระจาย ซึ่งความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาโตเป็นลำดับท้ายๆของอาเซียน

ปี 2014-17 เศรษฐกิจไทยโตขึ้นมา 2.8% ส่วนเพื่อนบ้านเติบโตขึ้น 6-7% มีเพียงแค่บรูไนประเทศเดียวในอาเซียนที่มีการเติบโตต่ำกว่าประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้คือปัญหาหลักของประเทศ ขณะเดียวกันมาตรการต่างๆของ คสช.ก็เป็นตัวซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในชาติไม่ว่าจะเป็นโครงการชอปช่วยชาติ มาตรการลดแลกแจกแถมต่างๆที่ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพและหารายได้ด้วยตนเอง

คนไทยจนเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ด้านนายสมพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่ทั้ง 6 พรรคที่อยู่ที่นี่กำลังเผชิญการตัดสินใจสำคัญอีกครั้งที่จะไปร่วมมือหรือต่อต้านการเรียกประชุมพรรคของ คสช. นี่เป็นเรื่องท้าทายและเป็นหนึ่งในปัญหาระยะเปลี่ยนผ่านจากระบอบรัฐประหารสู่กึ่งประชาธิปไตยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน วันนี้คงต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้

อย่างไรก็ตามปัญหาเศรษฐกิจในประเทศยังคงรุมเร้าสาหัสมากและเป็นปัญหาเดิมๆ เช่น ยากจน ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน แม้กระทั่งปัญหายาเสพติด เป็นต้น พรรคเสรีรวมไทยอยากหยิบปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำ มาโฟกัสเป็นพิเศษ ซึ่งไทยติดอันดับ 1 ของโลกในความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ

ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะคนรวยกระจุก คนจนกระจายอยู่เสมอ ซึ่งปลายปีมีคนจนที่มาขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างมากหากเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศ แต่ คสช. ก็ไม่ได้กังวลกับปัญหาดังกล่าว และประเทศกำลังประสบปัญหาคนที่รวยที่สุดในประเทศไม่กี่คนครอบครองทรัพย์สินในประเทศและผูกขาดโครงการธุรกิจต่างๆ นำมาซึ่งการเอื้อประโยชน์อำนาจทางการเมือง

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คสช. ไม่ตอบโจทย์

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เผยว่า เศรษฐกิจทุกประเทศกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้านจากที่เทคโนโลยีเข้ามาปั่นป่วนธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจทั่วโลกทำให้ทุกประเทศประสบปัญหารวมทั้งไทยด้วย และไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาทางโครงสร้าง คนในประเทศมีความเป็นอยู่ลำบาก การแข่งขันในเศรษฐกิจโลกด้อยลง

ความเหลื่อมล้ำก็มีความรุนแรงขึ้นในประเทศ ที่ปัญหาเกิดขึ้น 4-5 ปี มาจากปัญหาผู้บริหารไม่สามารถปรับแนวคิดตัวเองในการบริหารประเทศให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้ อยู่กับความเชื่อเดิมๆที่ว่ารัฐต้องควบคุมทุกอย่างให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยมากเกินไป และไม่เข้าใจภาวะเศรษฐกิจที่เคลื่อนตัวไปแล้ว ไทยจึงมีนโยบายหลายอย่างที่เป็นปัญหามากขึ้น

ซึ่งรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจใช้เงินไปหลายล้านล้านบาท แต่กลับไม่เป็นผล มีการพูดถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เงินที่ส่งไปช่วยประชาชนบังคับว่าต้องไปใช้ในร้านธงฟ้าประชารัฐ สิ่งที่ตามมาคือความไม่สะดวก และเงินจะไม่ถูกนำออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เงินถูกดูดไปที่ร้านค้าของรัฐและไม่กลับมา จึงกลายเป็นการกระจุกตัวของระบบเศรษฐกิจ

และยังไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับต่างประเทศในการเจรจาเรื่องปัญหาประมง อ้อย นอกจากนั้นการอยู่กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมจำกัดเสรีภาพจึงทำให้ประเทศล้าสมัย เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้าลดแลกแจกแถมเท่านั้น ซึ่งการปฏิรูปไม่มีหลักคิดตั้งแต่ต้น จริงๆควรจะลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน

แต่รัฐบาล คสช. ก็ไม่ได้ส่งเสริมซึ่งเป็นปัญหาและต้องมีการแก้ไขหลังเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่จะต้องมานั่งคิดว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร จะจัดการระบบเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างไร ซึ่งเราต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อนและพากันแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

เสนอ 4 ปัญหาต้องแก้ไขเร่งด่วน

ด้านนายสิริพงษ์ กล่าวต่อว่า ผลโพลล่าสุดที่สำรวจประชาชนว่าอยากให้แก้ไขอะไรบ้าง 1.แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร 2. ส่งเสริมการท่องเที่ยว 3.พูดจริงทำจริงพัฒนาท้องถิ่น 4.พัฒนาระบบขนส่งมวลชนการศึกษา ซึ่งทั้ง 4 อย่างเป็นปัญหาที่คู่กับประเทศไทยมาโดยตลอด เราแก้ปัญหามาหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตลอดชาวนาขายข้าวเปลือกถูก แต่ซื้อข้าวสารแพง

เกษตรกรต่างประเทศรวยแต่ทำไมไทยจนซ้ำซ้อน และทำไมไม่เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ซึ่งคำตอบคือเปลี่ยนไม่ได้เพราะการทำเกษตรเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งการเปลี่ยนรัฐบาลทุกครั้งนโยบายที่สนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรก็เปลี่ยนแปลงตลอดและไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย ในอนาคตการจะกำหนดนโยบายไปช่วยเหลือเกษตรกรรูปแบบจำเป็นจะต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุค

ขณะที่การท่องเที่ยวเราอยากให้มีการส่งเสริม แต่ความจริงเรารองรับนักท่องเที่ยวไม่ได้เลย โดยเฉพาะเมืองรองที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือน และเรื่องที่เป็นปัญหาอีกอย่างคือความเหลื่อมล้ำในประเทศที่รัฐบาลไม่เคยแก้ไขได้เลย การกระจายอำนาจไปท้องถิ่นก็โดนส่วนกลางควบคุมอยู่ดี ซึ่งไม่ได้เป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง นี่คือปัญหาทั้งหมดที่พรรคภูมิใจไทยมองเห็น

แนะส่งเสริมกระจายรายได้

ส่วนนายกิตติรัตน์ เสริมว่า การกระจายรายได้เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหารวยกระจุกจนกระจาย และเรื่องเสถียรภาพของราคาสินค้าบริการต้องมีความสม่ำเสมอ ไม่ใช่เดี๋ยวถูกเดี๋ยวแพง และการจะเห็นเศรษฐกิจดีได้ การส่งออก การท่องเที่ยว การอุปโภคบริโภคในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนและรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่สำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ถ้าหากกลไกทั้งหมดมีความแข็งแรงเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดี ส่วนการกระจายรายได้ถูกกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในบ้านเราทำร้ายมาตลอด ซึ่งรัฐบาลนำเงินไปใช้ในโครงการที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งระบบการ เมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญในการทำลายระบบเศรษฐกิจไทย จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติโดยด่วน

ชี้ทุกพรรคการเมืองเห็นปัญหาเหมือนกัน

ด้านนายธนาธร ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ทุกพรรคนำเสนอนโยบายที่คล้ายกันทุกพรรคในการพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีกัญชา การกระจายอำนาจ การลดความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างทางเศรษฐกิจ และเพิ่มสวัสดิการให้ภาครัฐ ซึ่งทุกพรรคพูดคล้ายกันหมด ซึ่งทุกฝ่ายมีมุมมองแก้ไขไปในทิศทางเดียวกันหมด

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ทุกพรรคเห็นปัญหาเดียวกันและจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้ หากพรรคการเมืองบางพรรค ระบอบทุนบางกลุ่มยังอยู่ ซึ่งเป็นโครงสร้างกดทับประเทศไม่ให้ก้าวหน้า เพื่อคนกลุ่มนี้จะได้มีอำนาจเหนือกว่าคนในประเทศ

เราจึงต้องทำลายโครงสร้างดังกล่าวเพื่อยกระดับประเทศ ดังนั้นถ้าเราไม่จัดการกระบวนการที่กดทับประเทศจะไม่สามารถพัฒนาประเทศได้

การเปิดประเทศให้เป็นฐานผลิตของสินค้าต่างประเทศก็ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องผลิตเพื่อการส่งออกด้วย ซึ่งทุกคนกำลังมุ่งหาคำตอบว่าอะไรจะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำในประเทศ ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรม

เรามีความจำเป็นที่ต้องคิดกระบวนทัศน์ใหม่และผลักดันให้นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจลูกที่ 4 ในสังคมไทย

ชี้รัฐบาลประชาธิปไตยมีศักยภาพมากกว่า

ส่วนนายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐบาลที่ปกครองโดยไม่เป็นประชาธิปไตยมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า สิ่งที่ต้องรีบทำคือฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศกลับมาอีกครั้ง สร้างได้จากความเป็นประชาธิปไตย ความมีเสถียรภาพซึ่งพรรคการเมืองต้องช่วยกันในเรื่องนี้ และทำเรื่องที่ต้องลดความชัดเจนในการประมูลโครงการต่างๆ

การส่งออกของประเทศ เรื่องการท่องเที่ยวต้องรีบดึงความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกกลับมา เพราะเป็นกลไกที่สำคัญของเศรษฐกิจมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องการปฏิบัติที่ไม่ดีเหมือนบางชาติ โดยต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน การจบงบประมานต้องจัดใหม่ทั้งหมด แต่ต้องไม่ให้ต่างประเทศลดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นภาระที่รัฐบาลใหม่ต้องแบกรับ วินัยการคลังต้องเอากลับมา

4-5 ปีที่ผ่านมา วินัยการคลังเสียหายมากที่สุด มีการโยกย้ายงบประมาณแต่ละหน่วยงานมาใช้กันแบบง่ายๆ ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นประเทศลดลง และเราต้องเตรียมรับมือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดขึ้น โครงสร้างประชากรตลาดแรงงานจะเปลี่ยน จึงเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี และเรื่องขีดความสามารถการแข่งขันการส่งออกระหว่างประเทศต้องพัฒนาด้วย

ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรต่างๆ และที่สำคัญต้องดูแลเรื่องการผูกขาดในเชิงธุรกิจอย่างจริงจังด้วย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเกิดความเดือดร้อน ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผูกขาดในเชิงธุรกิจนำมาซึ่งปัญหาภาวะรวยกระจุก จนกระจาย ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราต้องเร่งทำเพื่อยกระดับประเทศให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ในระยะยาวต่อไป

สินค้าเกษตรตกต่ำเร่งหาทางแก้

ขณะที่นายสมพงษ์ เผยว่า พรรคการเมืองมองเห็นปัญหาคล้ายคลึงกันทำให้นโยบายที่นำเสนอไม่แตกต่างกันมากนัก ขณะเดียวกันความดุเดือดในการนำนโยบายไปปฏิบัติมีความมากน้อยต่างกันไปแต่ละพรรค เราจึงต้องมาเพิ่มในส่วนต่างๆ เรื่องจีดีพีประเทศที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนรัฐบาลกำลังชื่นชมกับตัวเลข 3.4% หรือ 4.2% แต่จากการที่จีดีเพิ่มมา 5 ปีที่ผ่านมา

สินค้าเกษตรกรตกต่ำมาตลอด ชาวนาขายข้าวได้ 6-7พันบาทต่อเกวียน ขณะที่ยาง 80 บาทก่อนรัฐประหารแต่ตอนนี้ 30-40 บาท/กิโลกรัม มาแล้วกว่า 3-4 ปี ยังไม่นับเรื่องปาล์มน้ำมันหรือสินค้าอื่นก็ประสบปัญหาทั้งนั้น ซึ่งเป็นความทุกข์ยากของเกษตรกร เราจึงอยากให้ทุกพรรคหันมาให้ความสนใจเรื่องนี้และหาทางแก้ไข จึงเสนอนโยบายปฏิรูปปรับโครงสร้างภาคเกษตรอย่างเร่งด่วน

โดยหาทางออกคือราคาสินค้าเกษตรต้องเพิ่มในระดับสมเหตุสมผล ข้าวเจ้า 15,000 บาท ยางพารา 60-70 บาท/กิโลกรัม เรื่องราคาพืชผลที่จะสูงขึ้นนั้นรัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง ซึ่งพรรคการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้งจะเข้าใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาราคาจากวัตถุดิบที่เรามี ซึ่งเราต้องส่งเสริมการศึกษาให้กับนักศึกษาที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรของไทย โดยจะไม่ต้องยอมขายยางดิบเรื่อยๆ อีกต่อไปแล้ว

แนะรัฐเอกชนทำงานร่วมกัน

ด้านนายกิตติรัตน์ เผยว่า หน่วยงานรัฐและเอกชนจะต้องมีการบูรณการร่วมกันแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน โดยที่ต้องให้อำนาจกับองค์กรปกครองท้องถิ่นมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชน การที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการผูกขาดนั้นเป็นการปิดโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งควรต้องมีการดำเนินการทำให้เกิดการแข่งขันได้มากขึ้น และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญ

โดยการตัดสินใจในเรื่องเศรษฐกิจควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น ดังนั้นการที่จะปลดปล่อยพันธนาการเศรษฐกิจไทยอย่างสอดประสานต้องสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสอย่างเท่าเทียม และรัฐวางตัวอยู่ในบทบาทที่เหมาะสมคอยจัดสรรปันส่วนอย่างยุติธรรมจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมีรากฐานที่เข้มแข็ง

ต้องขจัดความผูกขาดในประเทศ

ขณะที่นายธนาธร กล่าวว่า จำเป็นต้องปลดล็อก ยกเลิกการผูกขาดเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างงานที่มีคุณภาพรองรับให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดเมืองรองไม่มีงานที่มีคุณภาพในจังหวัดเล็กๆ ประชาชนจึงเข้ามากระจุกตัวในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่อีก 4-5 จังหวัดเท่านั้น

ด้านภาคเกษตรกรรมเราผลิตข้าวแบบเดิมมา 40 ปีโดยไม่มีการพัฒนาเลย ควรจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังจริงๆ นี่จึงไม่ใช่เวลาที่จะคิดให้แค่ไทยเป็นฐานผลิตแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ส่วนเรื่องสุดท้ายต้องกระจายอำนาจออกสู่ชุมชน อย่าให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัวยกระดับประเทศในระยะยาวแบบยั่งยืน

แนะเพิ่มอำนาจประชาชน

ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาทั้งหมดของประเทศไม่สามารถนำมาแยกส่วนได้ เราต้องเริ่มต้นจากมองปัญหาให้ชัดเสียก่อน ปัญหาความผูกขาดเราต้องเริ่มแก้ไขจากโครงสร้าง เพราะที่ผ่านมามักถูกผูกขาดด้วยระบบประชานิยม ที่เอาใจประชาชน และไปส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ต้องเริ่มจากตัวชี้วัดความสำเร็จ เศรษฐกิจแบบเดิมๆใช้ต่อไปไม่ได้แล้ว

เพราะถ้าไปดูไส้ในของตัวเลขมันไม่ได้ล้อไปตามการเติบโตของจีดีพี สิ่งที่จะทำคือต้องสร้างตัวชี้วัดใหม่คำนึงถึงค่ากลางสิ่งแวดลอม สิ่งที่หมุนเวียนและนับรวมเป็นจีดีพี ยิ่งสูงเท่าไรไม่ได้แปลว่าดี แต่ต้องสะท้อนคุณภาพชีวิตคนจริงๆที่เป็นอยู่ และต้องมีการประเมินผลกระทบสู่การกระจายรายได้ มาดูว่าคนได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์คือใครเพื่อนำมาปรับปรุง

ดังนั้นต้องให้อำนาจกับประชาชนโดยทำได้หลายรูปแบบ คือแง่โครงสร้างพื้นฐานต้องลงทุนเปิดพื้นที่เพื่อให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและตอบโจทย์ความต้องการได้ และจะอย่างไรก็ตามระบบสวัสดิการรายได้มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน และการขจัดความผูกขาดในเชิงโครงสร้างอาจแก้ไม่ได้ เนื่องจากการมีโครงข่ายมันมีลักษณะความผูกขาดอยู่ แต่การกำหนดว่าการจะอยู่กับความผูกขาดทำอย่างไรจึงไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ

ขณะที่การต่อสู้กับทุนข้ามชาติและการจัดเก็บภาษีจากออนไลน์ จะต้องทำให้เกิดประโยชน์ที่สุด และเรื่องสุดท้ายคือการปฏิรูปการศึกษาต้องกระจายอำนาจออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และสนับสนุนให้ประชาชนมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และสำคัญคือต้องแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันควบคู่ด้วย เพื่อเป็นใบเบิกทางในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างในประเทศ และหากทำได้จริงจะเป็นการยกระดับประเทศที่ยั่งยืน

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่