ทหาร อึ้ง! ปธ.”กองทุนออมทรัพย์โมคลาน” พลิกลิ้น กลางวงไกล่เกลี่ย

นครศรีธรรมราช:ทหาร อึ้ง! ปธ.”กองทุนออมทรัพย์โมคลาน” พลิกลิ้น กลางวงไกล่เกลี่ย นัดจ่ายไม่ยอมจ่าย ด้านสัจจะไชยมนตรี ชื่นชม ทหาร/ตร.ทำงานรวดเร็ว ทำเพื่อ ปชช.

จากกรณีกลุ่มสมาชิก”กองทุนสัจจะออมทรัพย์”ชุมชนบ้านโมคลาน ม.12 ต.โพธิ์ทอง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 19 ราย ได้เดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน ให้เป็นสื่อกลางในการนำเสนอปัญหาความเดือดร้อน หลังประสบปัญหาอย่างหนัก กรณีเงินฝาก”กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชน”ได้สูญหายไปจากบัญชีกว่า 3 แสนบาท โดยสมาชิกไม่สามารถเบิกกู้ถอนเงินที่แต่ละคนนำไปฝากไว้ได้ เหตุเพราะทางสหกรณ์ไม่มีเงินเก็บค้างเหลืออยู่ในบัญชี โดย ปธ.กลุ่มฯอ้างและให้เหตุผลว่าที่ผ่านมาเป็น”หนี้เสียมากกว่า”ทั้งๆที่ความสมดุลของการกู้เบิกถอนของสมาชิกผู้ฝากยังมีจำนวนที่น้อยกว่าการฝากหลายเท่าตัว พร้อมทั้งได้เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้เร่งหาแนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน ประกอบกับสมาชิกได้รับการข่มขู่จาก จนท.ฝ่ายกฎหมายของทางสหกรณ์กลุ่มฯ พร้อมแสดงอำนาจการขู่เข็ญโดยการยึดหลักฐานที่เป็นสมุดเงินฝากของสมาชิกทั้งหมดไป โดยอ้างว่าจะนำไปตรวจความถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนและไม่เป็นที่พึงพอใจอย่างมากกับสมาชิกทุกคน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค.61 ที่ผ่านมา

นางมวล เพิ่มพูน อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 6 ต.โพธิ์ทอง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช หนึ่งในสมาชิกที่เดือดร้อน ผู้พิการทางสายตามืดบอดทั้ง 2 ข้าง เปิดเผยว่า ตนได้นำเงินไปฝากไว้กับสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือน หากคิดยอดเงินฝากรวมทั้งสิ้นคาดว่ามากกว่า 4 หมื่นบาท พร้อมกับดอกเบี้ยที่ได้สะสมมา ซึ่งปัญหาเริ่มจากการที่ตนมีความจำเป็นต้องนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อรักษาอาการป่วย จึงทำเรื่องขอเบิกถอนเงินมาจำนวน 2 ครั้งเป็นเงิน 2 หมื่นบาท ซึ่งยอดเงินคงเหลือหลังหักจากการเบิกถอนไปในรอบแรกคงเหลือประมาณอีกกว่า 2 หมื่นบาท แต่ปรากฏว่า ยอดเงินที่คงเหลืออยู่นั้น กลับไม่สามารถทำรายการเบิกถอนได้อีกต่อไป รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆด้วยเช่นกัน ที่ไม่สามารถเบิกกู้ถอนมาใช้ในยามจำเป็นได้ ทั้งๆที่เป็นเงินของตนเองที่ฝากเอาไว้ จนทุกคนเกิดข้อเคลือบแคลงใจสงสัยขึ้น จึงร่วมกันขอตรวจสอบยอดเงินฝาก ซึ่งเชื่อว่าอาจมีปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกันกับ”กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต”ในพื้นที่ ม.3 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่ตกเป็นข่าวคราวโด่งดังมาแล้วก่อนหน้านี้ หลังมีการยักยอกเงินของกลุ่มสมาชิกสูญหายไปหลายล้านบาท ทำให้สมาชิกทุกคนไม่มีความมั่นใจและไว้วางใจได้ต่อไป จึงขอทำการตรวจสอบบัญชี และในที่สุดก็พบว่าไม่มีเงินฝากของสมาชิกหลงเหลืออยู่ในบัญชีอีกเลย

หลังเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 1 เดือน ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตรวจสอบข้อมูลและมอบหมายสั่งการให้ศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ อ.ท่าศาลา เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดย จนท.ได้นัดหมาย นางพรปวีณ์ ทรัพย์แก้ว ปธ.กลุ่มฯพร้อมคณะ กก.และสมาชิกทุกคน เข้าพูดคุยหารือแนวทางออกร่วมกัน ณ ที่ทำการ”กองทุนออมทรัพย์ชุมชนบ้านโมคลาน” เลขที่ 9/1 ม 12 ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวานนี้ 26 พ.ย.61 เพื่อทำการไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ โดยมีนายพัธการ รัชณรงค์ นายสมศักดิ์ ปานดำ จนท.ศูนย์ดำรงธรรม อ.ท่าศาลา และ ร.ท.ศักดิ์ดา สอนจีน ร.ต.ปิยะพงษ์ ไชยสุวรรณ ส.อ.มนตรี ศรีสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่ทหาร จาก มทบ.41 ค่ายวชิราวุธ ร่วมเป็นตัวกลางเข้าไกล่เกลี่ย

การประชุมพูดคุยไกล่เกลี่ยหาข้อยุติดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย และสามารถหาข้อสรุปลงตัวได้อย่างราบรื่น เมื่อนางพรปวีณ์ ทรัพย์แก้ว ปธ.กลุ่มฯได้ชี้แจงสรุปผลพร้อมกับยินยอมชดใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้กับสมาชิกทั้งหมด ในทันทีหลังการประชุมเสร็จสิ้น โดยรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะต่อที่ประชุมร่วมกันทุกฝ่าย แต่ท้ายที่สุดเหตุการณ์เกิดกลับตาลปัตรพลิกผัน เมื่อถึงเวลาที่ ปธ.กลุ่มฯจะต้องคืนเงินให้กับสมาชิก กลับแจ้งว่าผลของการประชุมคณะกรรมการมีมติว่าจะจ่ายเงินให้กับสมาชิกได้เพียง 3 คนเท่านั้น โดยแต่ละคนจะแบ่งจ่ายออกเป็น 3 งวด ทำให้สมาชิกทุกคนตะโกนร้องโห่ส่งเสียงดัง จนเกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นมา สร้างความไม่พึงพอใจให้กับสมาชิกทั้ง 19 คน อีกทั้งสร้างความสับสนมึนงงให้กับ จนท.คนกลางผู้ไกล่เกลี่ย ถึงกับอึ้งไปตามๆกัน

ต่อมา จนท.ทหารต้องควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนั้น พร้อมทั้งขอเวลาในการพูดคุยกับ ปธ.กลุ่มเป็นการส่วนตัว โดยสอบถามถึงความพร้อมทางการเงิน ว่าได้มีการตระเตรียมมาเพียงพอต่อการชดใช้หรือไม่ แต่ทาง จนท.กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก ปธ.กลุ่มฯ ท้ายที่สุดการโต้เถียงเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์เริ่มที่จะบานปลาย จึงขอกำลัง จนท.จากฝ่ายความมั่นคงเข้ามาเสริม และยุติการประชุมในทันที โดย จนท.ได้ทำการยึดเอกสาร หลักฐาน และโฉนดที่ดินที่ ปธ.กลุ่มฯ ได้รับจำนองไว้เป็นจำนวนหลายสิบแปลง พร้อมด้วยเอกสารกู้เงินของ กลุ่มฯ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง และได้นัดหมายทุกฝ่ายเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหาข้อยุติใหม่อีกครั้ง ในครั้งที่ 3 ครั้งสุดท้าย หากผลการเจรจาไกล่เกลี่ยไม่มีข้อยุติหาข้อสรุปไม่ได้ ก็จะยุติกระบวนการไกล่เกลี่ยลงในทันที และจะดำเนินการส่งเรื่องเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม โดยให้สมาชิกไปดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี กับ ปธ.กลุ่มฯและคณะ กก.ในข้อหา”ฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน” ตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย

ด้านความคืบหน้าคดี “เงินสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต”ม.3 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ถือได้ว่าเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนทุกพื้นที่ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆมีการตื่นตัว และออกมาตรวจสอบมาตรฐานความมั่นคงของกลุ่มต่างๆที่มีรูปแบบลักษณะวิธีการ หรือแนวทางการดำเนินการออมหรือฝากเงินของชาวบ้านในทุกๆชุมชนกันมากยิ่งขึ้น โดยมี “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต”ต.ไชยมนตรี แห่งนี้ เป็นพื้นที่นำร่องและเป็นพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลายพื้นที่ อาทิ อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.ช้างกลาง อ.สิชล เป็นต้น ที่ประสบกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่พื้นที่เหล่านั้นยังไม่มีตัวแทนหรือผู้นำที่กล้าออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่เว้นความเกรงกลัวต่ออิทธิพล

สำหรับผู้เสียหายของกลุ่ม”สัจจะออมทรัพย์ฯ ต.ไชยมนตรี มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 400 คน มูลค่าเงินที่สูญหายไปร่วม 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หลังรับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาล (เงินผู้สูงอายุ)ก็จะนำมาส่งฝากให้กับ คณะ กก.ชุดดังกล่าว ซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 15 คน โดยมีนายวิโชติ เจดีรัตน์ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52 ม.3 ต.ไชยมนตรี ซึ่งอดีต เคยเป็น ส.อบต.ไชยมนตรี โดยที่ผ่านมานายวิโชติ เจดีรัตน์ เป็นที่ยอมรับ นับหน้าถือตาอย่างมากของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากเป็นคนอัธยาศัยดี ขยันทำงาน ช่วยเหลือชาวบ้าน พูดจาดี ทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ชาวบ้านทุกคนในพื้นที่จึงมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้อย่างเต็มที่ และยกให้เป็นประธานกลุ่มสัจจะดังกล่าว เพื่ออยากให้ไปรักษาผลประโยชน์ของชาวบ้านทุกคน ที่สำคัญถือว่าเป็นการรักษา”สัจจะ”ต่อกันและกัน ซึ่งท้ายที่สุดนายวิโชติ เจดีรัตน์ ได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าวและตกเป็นจำเลยของสังคมแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากผู้เสียหายต่างเพ่งเล็งมาที่บุคคลผู้นี้ เนื่องจากระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ฐานะทางครอบครัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสังเกตได้ถึงความผิดปกติ ทั้งมีการซื้อรถยนต์คันใหม่ ซื้อสวนซื้อที่ดิน ซื้ออะพาร์ตเมนต์ 2 ชั้นหลายคูหา ในพื้นที่ อ.ลานสกา เพื่อเปิดเป็นห้องเช่า อีกทั้งเปิดกิจการธุรกิจผลิตและบรรจุน้ำดื่มส่งจำหน่ายจนเติบโตร่ำรวยอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เสียหายทุกคน ไม่สามารถที่จะปฏิเสธการกล่าวหาการกระทำความผิดในครั้งนี้ของเขาผู้นี้ได้เลย รวมถึงคณะกรรมการทุกคน พร้อมใจกันยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีส่วนได้เสียและเกี่ยวข้องกับเงินที่หายไปอย่างแน่นอน และพร้อมจะให้การที่เป็นประโยชน์กับ จนท.ตร.ทุกเมื่อ

ที่ผ่านมาผู้เสียหายส่วนใหญ่ถือครองสมุดเงินฝากไม่ต่ำกว่า 4-5 ฉบับ ต่อคนต่อครัวเรือน โดยทำการฝากไว้ให้กับลูกหลานของตนเอง หวังเพียงว่าจะได้มีเงินเก็บในอนาคต ซึ่งมีผู้เสียหายตั้งแต่หลักหมื่น-หลักแสนบาท ที่ผ่านมาผู้เสียหายทุกคนได้รวมตัวกันเดินหน้าร้องขอความช่วยเหลือไปทุกหน่วยงาน เพียงแค่ขอให้ได้เงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงจากการอดออมสะสมมานานหลายปี ให้ได้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด และสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดให้ได้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม

ภายหลังจากที่กลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นหนังสือให้กับ พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.มทบ.41 ค่ายวชิราวุธ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.61ที่ผ่านมา และเพียงไม่นานหลังจากที่ พล.ต.ไตรรัตน์ ไชยนุรักษ์ เข้ามารับตำแหน่ง ผบ.มทบ.41 คนปัจจุบัน ได้สั่งการให้ ร.อ.เอกราช ช่วยนาเขต หน.ชป.รส.ที่ 4 นำกำลัง จนท.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที พร้อมกับเข้าพูดคุยสอบถามข้อมูลกับนางจิรา ดิษฐาพร ผญบ.ม.3 ต.ไชยมนตรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ และมอบหมายให้ดำเนินการเชิญทั้งผู้เสียหาย คณะกรรมการ และผู้ถูกกล่าวหา มาประชุมพูดคุยหาข้อยุติร่วมกัน โดยให้ ผญบ.ทำหน้าที่เป็นคนกลางเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยหาข้อสรุป เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และรายงานผลให้ทราบในทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พ.ย.61 ที่ผ่านมา ผญบ.พร้อมด้วยผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงนายวิโชติ เจดีรัตน์ ผู้ที่ถูกกล่าวหา และคณะ กก.ทั้ง 15 คน ได้พร้อมใจกันเข้าร่วมประชุมพูดคุยหารือแนวทางออก ซึ่งที่ประชุม ผญบ.ได้นำแนวความคิดที่ จนท.ทหารได้ให้ไว้ คือให้คณะ กก.ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินให้กับผู้เสียหายด้วยการนำยอดเงินทั้งหมดมาหารตามจำนวนคณะ กก.เท่าๆกัน ซึ่งคณะ กก.ทุกคนต่างไม่พึงพอใจและรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจาก ไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น เนื่องจากไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้นกับจำนวนเงินที่หายไป แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่เคย จึงร้องขอให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย และทุกคนยินดีพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเจ้าพนักงาน เพื่อให้ความจริงได้ปรากฏ คนผิดได้รับโทษ

ด้านนายชัชพิสิฐ ไชยนุรัตน์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/1 ม.3 ต.ไชยมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย และเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ได้เข้าพบ พ.ต.ท.อาคม จอนนุ้ย พนง.สส.สภ.นครศรีธรรมราช เพื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับนายวิโชติ เจดีรัตน์ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต ม.3 ไชยมนตรี ในฐานความผิดยักยอกเงินจำนวน 2,989,406.19 บาท ของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ฯเพื่อให้รับโทษตามกฎหมายต่อไป ซึ่งขณะนี้ พนง.สอบสวนได้ตั้งชุดคณะทำงานพิเศษขึ้นมา 1 ชุด ในการดำเนินการตรวจสอบ และเริ่มทยอยเชิญตัวผู้เสียหาย รวมถึงคณะ กก.และผู้ถูกกล่าวหา มาดำเนินการสอบสวนเป็นรายบุคคล เพื่อความเป็นอิสระต่อการให้ข้อมูล พร้อมรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานไว้สำหรับมัดตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครศรีธรรมราช กดอ่านที่นี่