ปะทะเดือด ชาวบ้านหนุน ต้านบลูเทคต่อหน้า อกขร. ขณะลงพื้นที่

ฝ่ายหนุน ต้าน บริษัทปะทะ

ฉะเชิงเทรา – ปะทะเดือด ชาวบ้านสองฝ่ายหนุน-ต้าน นิคมอุตสาหกรรม “บลูเทค” ซิตี้ ประคารมต่อหน้าคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (อกขร.) หลังฝ่ายต้านบุกป่วนที่ประชุมชูป้ายเรียกร้องขับไล่นายทุนขณะลงพื้นที่ดูโครงการ วุ่นหลังผู้ทำกินในพื้นที่ตัวจริงโผล่แฉถูกฉ้อโกงสิทธิ์จากผู้ให้เช่าช่วงจากเจ้าของที่ดิน ทั้งยังออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องซ้ำซาก

วันที่ 23 พ.ย.61 เวลา 14.00 น. คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (อกขร.) ซึ่งนำโดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่เดินทางมายังโครงการนิคมอุตสาหกรรม บลูเทค ซิตี้ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อรับฟังบรรยายสรุปข้อมูลของโครงการนิคมอุตสาหกรรม และแนวทางการอยู่ร่วมกันของนิคมฯ กับชุมชนโดยรวม และพบปะรับฟังข้อมูลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

อนุลงดูพื้นที่

โดยระหว่างการนั่งรับฟังบรรยายสรุปภายในพื้นที่ของโครงการ ได้มีกลุ่มชาวบ้านสวมเสื้อสีเขียวจำนวนประมาณ 15 คน นำโดย นางวันดี บัวพรม อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/4 ม.7 ต.เขาดิน นางสาวนรี ศรประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ 2 ต.เขาดิน และนายสรายุทธ์ สนรักษา อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/1 ม.1 ต.บางซ่อน อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

คณะอนุกรรมการลงพื้นที่

ได้พากันบุกเข้ามายังภายในที่ประชุมซึ่งเป็นสำนักงานชั่วคราว หรือไซต์งานของบริษัท บลูเทค ดังกล่าว เพื่อชูป้ายเรียกร้องขอพบผู้บริหารระดับสูงของบริษัท E@ (อีเอ) ที่อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นเจ้าของโครงการตัวจริง และขับไล่โครงการดังกล่าวให้ออกไปให้พ้นพื้นที่ด้วยวาจาและคำที่ไม่สุภาพ จนเกิดการโต้แย้งกันระหว่างพนักงานตลอดจนผู้บริหารโครงการ รวมถึงกลุ่มชาวบ้านผู้ให้สนับสนุนโครงการนี้เกิดขึ้นในพื้นที่

บุกบลูเทค

โดยที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลหรือข้อเท็จจริงใดๆ ที่จะมีการนำเอกสารมาแสดงชี้แจงระหว่างกันเป็นเวลานานกว่า 1 ชม. จนการบรรยายสรุปเสร็จสิ้นลงในเวลา 15.30 น. โดยต่างฝ่ายต่างยื่นหนังสือเรียกร้องต่อคณะอนุกรรมการฯ ก่อนที่คณะ อกขร. จะพากันเดินทางกลับไปในที่สุด โดยไม่ได้เดินทางลงพื้นที่เข้าไปสำรวจพื้นที่โดยรอบของโครงการตามกำหนดการเดิมแต่อย่างใด

บุกที่ประชุมรับฟังอนุ

ขณะที่ นายวิฑูรย์ บุญอุย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/1 ม.9 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย น.ส.วรรณนิษา สำเร็จดี อายุ 27 ปี สองสามีภรรยา ผู้ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินต่อจากผู้ที่เป็นแกนนำและออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม บลูเทค ซิตี้ในวันนี้รายหนึ่ง กล่าวว่า ตนได้มาเช่าช่วงต่อที่ดินจำนวน 95 ไร่ จากแกนนำการเคลื่อนไหวในราคาปีละหนึ่งแสนห้าพันบาท เพื่อทำบ่อเลี้ยงปลานิล

ไล่ให้พ้นพื้นที่

โดยครั้งแรกตนต้องเสียเงินเพื่อเซ้งที่ดินแปลงนี้ต่อจากผู้เช่ารายเดิมก่อนเข้ามาทำกินในราคา 7 แสนบาท และยังถูกเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเวลา 1 ปีอีก 105,000 บาท โดยมีการทำสัญญาเช่ากันตามกฎหมายเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.59 ซึ่งตนต้องมาบุกเบิกที่ดินแปลงนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากสภาพเดิมของพื้นที่นั้นเป็นป่าแสมรกร้างเพราะถูกปล่อยร้างมานานหลายปี

ต่างฝ่ายต่างยื่นหนังสือ

โดยผู้ที่ให้ตนเช่าช่วงต่อนั้นทำกินอยู่บนที่ดินจริงๆ แค่เพียงประมาณ 20 ไร่ แต่หลังจากตนเองเลี้ยงปลาบนที่ดินเช่าแห่งนี้มาได้เพียง 2 ปีเศษ ที่ดินกลับถูกเจ้าของที่ดินตัวจริงขายไปให้แก่ทางนิคมฯ บลูเทค แล้ว ทั้งที่ยังไม่หมดสัญญาเช่า และทางผู้ให้เช่าช่วงยังคงเข้ามาเรียกเก็บเงินค่าเช่าจากตนตามปกติจำนวน 105,000 บาท ทั้งที่ที่ดินแปลงนี้ถูกขายไปก่อนหน้าแล้ว แต่กลับยังเข้ามาเรียกเก็บเงินค่าเช่า

ผู้เช่าตัวจริง

ต่อมาภายหลังเมื่อตนมาทราบว่าที่ดินถูกขายไปแล้ว และได้ทวงถามจากผู้ให้เช่าช่วงเพื่อจะขอเงินค่าเช่าที่ดินที่เพิ่งถูกเรียกเก็บไปคืน แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงจากผู้ให้เช่าช่วง โดยอ้างว่าเจ้าของที่ดินได้ขายที่ไปแล้ว เขาก็เป็นเพียงผู้เช่าโดยไม่ได้อะไรเช่นเดียวกัน แต่ตนมาทราบภายหลังอีกว่าเขาได้เงินค่ารื้อถอนจากเจ้าของที่ดินเดิมไปแล้ว จำนวนกว่า 1 แสนบาทเศษ ทั้งที่เขาไม่ใช่ผู้เสียหายตัวจริง โดยผู้เสียสิทธิ์ในการทำกินตัวจริงนั้นคือตนเองต่างหาก เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรในพื้นที่แปลงนี้แล้ว

สัญญาเช่าช่วงจากแกนนำ

ในวันนี้ตนจึงต้องออกมาเปิดเผย เพราะตนเองนั้นถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้เช่าช่วงต่อรายนี้ และเขายังคงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิผลประโยชน์ต่างๆ โดยอ้างว่าตนเองเป็นหลานของเขา ทั้งที่ตนไม่ใช่ญาติหรือเคยรู้จักกันมาก่อนแต่อย่างใด โดยตนเป็นเพียงผู้มาเซ้งที่ดินและเช่าช่วงทำกินต่อจากเขาเท่านั้น ที่ผ่านมาตนเองนั้นหมดเงินไปจากการลงทุนเซ้ง และเช่าช่วงตลอดจนการบุกเบิกที่ดินไปถึงกว่า 2 ล้านบาท

สัญญาเช่าทั้งหมด 95 ไร่

และยังไม่ได้ทุนคืนจากการทำกินบนที่ดินแปลงนี้เลย จึงทำให้ตนเดือดร้อนแทบหมดตัว และต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากได้ใช้เงินเก็บและเงินกู้บางส่วนมาทำการลงทุนเลี้ยงปลาในที่ดินแปลงนี้ นายวิฑูรย์ กล่าว

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดฉะเชิงเทรา กดอ่านที่นี่