ตำรวจรวบโจรชิงทองตลาดโรงเกลือหิ้วทำแผนทันที อ้างหาเงินใช้หนี้และจ่ายไฟแนนซ์รถ

สระแก้ว – ตำรวจสระแก้วจับแล้ว โจรบุกเดี่ยวใช้ปืนปลอมชิงทอง 28 บาท จากร้านทองหน้าตลาดโรงเกลือ รับสารภาพต้องการนำเงินไปใช้หนี้และไฟแนนซ์รถ หลังก่อเหตุได้วนเวียนอยู่แถวห้างบริเวณหน้าด่านฯ ก่อนหลบหนีเข้ากรุงเทพ เพื่อขายทองและมาซื้อทองที่แปดริ้ว ก่อนกลับมากบดานที่บ้าน ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่แกะรอยจากกล้องวงจรปิดสามารถจับกุมได้คาบ้าน พร้อมของกลางทองคำและถูกตั้งข้อหาหนัก

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 6 พ.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าร้านทอง G99 ทองคำเยาวราช หรือโกลด์เด้นไนน์ตี้ไนน์ ข้างทางรถไฟบริเวณทางเข้าตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันพื้นที่เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองลึกและชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนปลอมบุกชิงทองคำ จำนวน 28 บาท ได้แล้ว 1 ราย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังศาลอนุมัติหมายจับ ทราบชื่อว่า นายสุรศักดิ์ หรือเป้ง แสนเลิศ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30/1 ม.3 ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว พร้อมของกลางทองคำ น้ำหนัก 4 บาท จำนวน 1 เส้น เป็นทองที่ถูกชิงทรัพย์มา และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น โดยขายทองที่ชิงทรัพย์มาแล้วไปซื้อมาใหม่ , แหวนทองคำ 1 สลึก 1 วง ,โทรศัพท์ 1 เครื่อง, จักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีน้ำเงิน ทะเบียน อธว-925 กทม. คันที่ใช้หลบหนี และถูกตั้งข้อหา ชิงทรัพย์โดยใช้พาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือรับของโจร

พล.ต.ต.สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 1 พ.ย.61 เวลาประมาณ 14.40 น.พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนพกสั้นข่มขู่ผู้จัดการร้านทอง เพื่อชิงทรัพย์ทองรูปพรรณแล้วหลบหนีไป สถานที่เกิดเหตุ เลขที่ 577 ถนน กม.5 ฝั่งซ้าย ต.อรัญประเทศ จ.สระแกว โดยทรัพย์สินที่สูญหายเป็นทองรูปพรรณน้ำหนัก 5 บาท 4 เส้น และน้ำหนัก 4 บาท 2 เส้น ราคาประมาณ 576,520 บาท

ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบพฤติการณ์แห่งคดี ขณะที่ผู้จัดการร้านทองขายทองให้กับลูกค้าปกติ จนถึงเวลาประมาณ 14.30 น.คนร้ายไม่ทราบว่า เป็นผู้ใดใช้อาวุธปืนสั้นข่มขู่ผู้จัดการแล้วชิงทรัพย์ทองรูปพรรณไป แล้วบังคับข่มขู่ให้เปิดประตูให้หลบหนี และหลังเกิดเหตุทางร้านได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก คดีอาญาที่ 682/2561 เจ้าหน้าที่จึงจัดทีมเร่งสืบสวนเพื่อแกะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดและพยานในที่เกิดเหตุ จนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด โดยใช้เวลาดำเนินการ 5 วัน กับ 4 คืน

พล.ต.ต.สุรจิต กล่าวยืนยันว่า คนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้มีเพียงคนเดียว สำหรับความปลอดภัยเรื่องของชีวิตและทรัพย์สินและความปลอดภัยตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้วและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดสระแก้วช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุแล้วตำรวจสามารถจับกุมได้เพราะความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วย ตั้งแต่ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ศุลกากร ตม.และตำรวจทุกพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นคงตามแนวชายแดน คนร้ายจะหวังหลบหนีเส้นทางนี้จะทำได้ยาก

พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.คลองลึก ระบุว่า ผู้ก่อเหตุอ้างว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงิน มีหนี้สินจำนวนมาก ประกอบกับผู้ต้องหาเคยทำงานฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และเดินทางเข้าออกเป็นประจำ ซึ่งเห็นร้านทองร้านนี้มีแต่พนักงานหญิงจึงเลือกก่อเหตุ ซึ่งการดูแลความปลอดภัยตำรวจก็จะให้สายตรวจเดินตรวจเป็นรอบ ซึ่งก่อนเกิดเหตุ 10 นาทีเจ้าหน้าที่ก็เพิ่งเข้าตรวจ ซึ่งสอบถามผู้ต้องหาแล้วว่า ทำไมต้องก่อเหตุ เขาบอกว่า เนื่องจากมีความจำเป็นจริง ๆ คุ้นเคย เมื่อสบโอกาสจึงก่อเหตุ หลังจากเกิดเหตุได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่่สอบสวนติดตามคนร้ายทั้งวันทั้งคืน จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้

ทางด้าน นายสุรศักดิ์ หรือเป้ง แสนเลิศ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหา กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า สาเหตุที่ก่อเหตุครั้งนี้ ต้องการเงินไปจ่ายไฟแนนซ์รถเก๋งที่ติดค้างไว้ และใช้หนี้สินเท่านั้น อยากขอโทษเจ้าของร้านและผู้ที่เดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ มีชาวกัมพูชาสนใจมาดูการทำแผนครั้งนี้จำนวนมากหลายร้อยคน ซึ่งช่วงที่ทำแผนตำรวจจะจำลองสถานการณ์ก่อนผู้ต้องหาก่อเหตุ ให้ผู้ต้องหาชี้จุดขับรถมอเตอร์ไซด์ไปดูลาดเลาก่อน หลังจากนั้นก็มาหลบหน้าร้าน และเข้าไปก่อเหตุระหว่างลูกค้าออกจากร้าน ซึ่งระหว่างทำแผนผู้ต้องหาได้กล่าวขอโทษเจ้าของร้านและพนักงานด้วย หลังก่อเหตุได้หลบหนีออกไปด้านข้าง ผ่านห้องน้ำ ลานจอดรถ และข้ามถนนไปฝั่งห้างสตาร์พลาซ่า ซึ่งได้ทำปืนปลอมและหมวกหล่นไว้

อย่างไรก็ตาม หลังก่อเหตุผู้ต้องหายังไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ได้วนเวียนอยู่บริเวณวินรถตู้ เดินไปซื้อรองเท้าและเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อกลับเข้าไปเดินภายในห้างและเดินออกไปนั่งเล่นโทรศัพท์บริเวณหน้าห้าง ก่อนจะเดินออกจากห้างเพื่อขับรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ฝั่งตรงข้ามหลบหนีไป ซึ่งกล้องวงจรปิดของห้างได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ต้องได้หลบหนีเข้ากรุงเทพฯ โดยนำทองคำไปขายที่บริเวณแยกทองหล่อ และร้านทองรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก 3 ร้าน ก่อนจะเดินทางมาที่ฉะเชิงเทราเพื่อซื้อทองใหม่ และเดินทางกลับบ้านที่ ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร และถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดสระแก้ว กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น