บิ๊กโจ๊ก พร้อม กสทช.บุกรวบสิบเอ็ดชาวจีนลักลอบตั้งศูนย์กลางออนไลน์ปั่นยอดไล้ค์

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อม กสทช. บุกรวบสิบเอ็ดชาวจีนลักลอบตั้งศูนย์กลางออนไลน์ปั่นยอดไลค์ สามารถควบคุมผู้ต้องหาได้ 11 คน โทรศัพย์มือถือกว่า 300 เครื่อง เบื้องต้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน เพื่อทำการสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 5 กันยายน 2561 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.ธรรมนูญ  ไตรทิพยพงษ์  ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.โสภณ  มงคลโสภณรัตน์ ผกก.สภ.บางพลี นายพิชัย  สุวรรณกิจบริหาร ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)และเจ้าหน้าที่สำนักงานกรมแรงงาน พร้อมกำลังได้ร่วมกันนำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 246 / 2561 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 เข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 5/201 และ 5 / 232 หมู่ 19 หมู่บ้านวรารมย์  ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังสืบทราบมาว่าที่บ้านทั้ง 2 หลัง มีชาวจีนลักลอบตั้งเป็นศูนย์กลางออนไลน์กฎหมาย

จากการตรวจค้นสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวจีนที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายจำนวน 11 คนซึ่งทั้งหมดถือพาสปอร์ตเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยว กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผ่านโปรแกรมออนไลน์อยู่ และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน และยี่ห้ออื่น ๆ ร่วมกว่า 300 เครื่องที่กำลังเปิดออนไลน์ และเครื่องแชร์สัญญาณไวไฟระบบมือถือ 16 ซิมจำนวน 3 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ครวม 10 เครื่อง ซิมมือถือค่ายต่าง ๆ จำนวนกว่า 1 พันซิม  บัตรประชาชนของชาวจีนอีกจำนวนหนึ่ง โดมีนายธกร  ฉัตรนิเทศตระกูล อายุ 49 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวเป็นผู้นำตรวจค้น

นายธกร  เจ้าของบ้านได้เล่าว่า  ที่บ้านทั้ง 2 หลังเมื่อประมาณวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ได้มีชาวจีนชื่อ Mr,Qsan Yongzhg  อายุ 31 ปี มาติดต่อขอเช่าในราคาเดือนละ 65,000 บาท โดยวางเงินล่วงหน้าจำนวน 1 แสนบาท โดยเอาไว้เพื่อพักอาศัย  แรก ๆ ก็ไม่มีอะไรแต่พอมาระยะหลังผู้เช่าเริ่มมีอาการแปลก ๆ คือมีการนำชาวจีนกว่า 10 คนเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้าน และทั้งหมดมักเก็บตัวอยู่ในบ้าน โดยจะเดินไปมาระหว่างบ้านทั้งสองหลังซึ่งอยู่ติดกันผ่านประตูรั้วภายในเท่านั้น จนกระทั้งในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายมาขอตรวจค้นจึงได้ทราบว่าผู้เช่าและพวก มาอาศัยเช่าบ้านของตนทั้งสองหลังลักลอบเปิดเป็นศูนย์กลางออนไลน์ผิดกฎหมายดังกล่าว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.ได้กล่าวว่า วันนี้เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมันล้ำหน้าจริง ๆ ที่เข้ามาโดยวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี โดยเฉพาะชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดคือชาวจีน และในวันนี้รัฐบาลจีนได้ประสานมายังประเทศไทย ให้มีการสกรีนให้ดำเนินคดีกับนักท่องเที่ยวที่อาศัยช่องทางของการท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ และมาก่ออาชญากรรมในลักษณะแบบนี้โดยใช้เทคโนโลยี ซึ่งในวันนี้ที่เราเข้าทำการจับกุมในครั้งนี้มีชาวจีนถึง 11 คน ที่เข้ามาโดยใช่วีซ่าท่องเที่ยวทั้งหมด เข้ามาใช่ประเทศไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นการทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย  ส่วนรูปแบบการทำงานของชาวจีนรูปแบบนี้โดยใช้โปแกรมต่าง ๆ เราต้องมาไล่ดูอีกครั้งว่าการนำอุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาในประเทศไทย เข้ามาโดยวิธีการไหน ผ่านกระบวนการศุลกากรมาอย่างไร และในเรื่องการทำงานในลักษณะเช่นนี้ การเพิ่มยอดไล้การปั่นยอดไล้ ซึ่งการกระทำในรูปแบบนี้ไปเกิดความเสียหายในประเทศจีน เพราะฉะนั้นในวันนี้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลไทยร่วมตำรวจไทยและตำรวจจีน เราทำงานกันอย่างใกล้ชิดและมีการประสานงานกันตลอด เพราะฉะนั้นในการจับกุมชาวจีนที่มาก่อเหตุปั่นยอดไร้แบบนี้ ล่าสุดเรามีการจับกุมมาแล้วในพื้นที่ สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีไปแล้ว ในส่วนนี้เราต้องมาไล่แยกวันนี้เราต้องมาไล่ให้ถึงตัวคนไทยที่นำบุคคลเหล่านี้เข้ามา เบื้องต้นฐานความผิดที่เห็นขัดในขณะนี้คือ เป็นคนต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายหรือเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เราดำเนินคดีในฐานความผิดนี้ก่อเบื้องต้น ส่วนในเรื่องการตรวจสอบในเรื่องเทคโนโลยี ทางสำนักงาน กสทช.ก็จะได้และตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และศูนย์เทคโนโลยี ก็จะได้ทำการตรวจสอบด้วยเพื่อพิจารณาดูความผิดเพิ่มเติมนอกจากนี้

นายพิชัย  สุวรรณกิจบริหาร ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)  ได้กล่าว่า ในเรื่องนี้จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ได้ทราบว่ามีการใช่เครื่องวิทยุคมนาคม ซึ่งในกรณีนี้ทางพนักงานสอบสวนต้องส่งเครื่องวิทยุคมนาคม ที่พบในสถานที่เกิดเหตุให้ทางสำนักงาน กสทช. เพื่อทำการตรวจสอบ หรือตรวจสอบว่าเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมที่ นำเข้ามาในราชอาณาจักรถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเครื่องแวค ซึ่งภายในเป็นรูปแบบโทรศัพท์มือถือถึง 16 เครื่อง รวมทั้งโทรศัพท์มือถือทั้ง300 เครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นวิทยุโทรคมนาคมเหมือนกัน ถ้าพบว่าเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะได้ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติตามวิทยุคมนาคม

เบื้องต้นได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางที่ตรวจยึดในครั้งนี้ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางพลี สมุทรปราการ เพื่อทำการสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมาย

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดสมุทรปราการ กดอ่านที่นี่