อย่าหลงอำนาจ… จาก “บุญทรงถึงเบญจา” ตัวอย่างนักการเมืองรับใช้ สุดท้ายทะยอยเดินเข้าซังเต : นายหัวไทร

จาก “บุญทรงถึงเบญจา” ตัวอย่างนักการเมืองรับใช้ สุดท้ายทะยอยเดินเข้าซังเต : นายหัวไทร
…..
คดีล่าสุดที่เป็นบทเรียนให้นักการเมืองรับใข้จนลืมหูลืมตาได้เป็นอย่างดี กรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี ‘เบญจา หลุยเจริญ’ คดีช่วย “โอ๊ค-เอม” เลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป

นางเบญจา หลุยเจริญ เป็นอดีตรัฐมนตรีช่าวยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร ตัองขึ้นศาลพร้อมพวกน.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย , น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย , นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157

จำเลย ได้ช่วยเหลือนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค และน.ส.พินทองทา ชินวัตร หรือเอม บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เลี่ยงเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ในการซื้อหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท

โดยคดีนี้ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยที่ 1- 4 คนละ 3 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร ตามป.อ.มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ ต่อมา จำเลยทั้งหมดยื่นฎีกาสู้คดี พร้อมขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา โดยระหว่างฎีกาจำเลยทั้งหมด ได้ประกันตัวคนละ 5 แสนบาท ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก นางเบญจา 2 ปี

อีกคดีศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน วินิจฉัยอุทธรณ์ นัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และพวกรวม 28 คน คดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

คดีนี้เมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาครั้งแรกให้ นายบุญทรง และจำเลยร่วมคนอื่นๆ รวม 15 ราย จำคุกคนละ 4-48 ปี และยกฟ้องกลุ่มเอกชน 8 ราย ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางคนและให้ลงโทษกลุ่มบริษัทโรงสีข้าว ขณะที่จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามกฎหมายใหม่

“พิพากษาแก้ จำคุกนายบุญทรง จำเลยที่ 2 เพิ่มอีกกระทงหนึ่งเป็นเวลา 6 ปี รวมโทษจำคุกนายบุญทรงจากโทษเดิม 42 ปี เป็นจำคุกทั้งสิ้น 48 ปี”

และให้ลงโทษกลุ่มบริษัทโรงสี ได้แก่ นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 28 คนละ 4 ปี พร้อมปรับคนละ 25,000 บาท

ทั้งนายบุญทรง นายภูมิ นางเบญจา และพวกล้วนแล้วแต่เป็นบริวารของอดีตนายกฯทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำงานรับใช้จนไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด สุดท้ายนายใหญ่ก็หนีหัวซุกหัวซุน เอาตัวเองยังไม่รอด แทบไม่มีแผ่นดินอยู่ กลับบ้านเกิดก็ไม่ได้ ล้วนแล้วแต่คุกรออยู่ทั้งนั้น

นอกจากกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.)อีกจำนวนมากต้องซัดเซพเนจรอยู่ต่างแดน ไม่ต่างจากนายใหญ่ แต่นายใหญ่แม้จะต้องหลบหนีอยู่ต่างประเทศ แต่ชีวิตสุขสบาย ส่วนบริวารผู้จงรักภักดีถูกทอดทิ้งให้ทุกข์ยากลำบาก บางคนไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นตายไร้ดีอย่างไร

ส่วน นปช.อีกกลุ่มที่อยู่สู้ต่อไปในประเทศ ก็เริ่มทะยอยเข้าซังเตทีละคนสองคน และแกนนำอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์”ก็เริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อคดีเดินทางมาถึงที่สุด

นี้คือบทเรียนอันแสนจะเจ็บปวดของบริวารผู้รับใช้โดยไม่คำนึงถึงถูก-ผิด และสุดท้ายต้องรับกรรม โดยที่นายใหญ่ไม่ได้หันมาดูดำดูแดง แม้แต่คนที่เคยถวายหัวให้ก็ตาม

ขทเรียนว่า “อย่าหลงในอำนาจ”

ด้วยความเคารพ
นายหัวไทร
28 ธันวาคม 2563

 

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น