เครือข่ายเกษตรกรชัยภูมิโอดรัฐกรณีปารีณา ส่วนชาวบ้านถูกไล่จับดำเนินคดีหนักทั้งจำทั้งปรับ (คลิป)

ชัยภูมิ – เครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบที่ดินทำกิน จากกรณีพิพาทที่ดินทำกินที่มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองทับที่ดินทำกินดั่งเดิมมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ยังถูกจับเอาผิดทั้งจำคุกทั้งปรับหนัก ที่ล่าสุดหลังเกิดกรณีของปารีณา ที่มีการครอบครองที่ดินรัฐกว่า 1,700 ไร่ ไม่ผิด กลุ่มตัวแทนเกษตรกรชัยภูมิวอนเรียกร้องถึงรัฐบาลอย่า 2 มาตรฐานเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้ชัด!

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.62 ที่จ.ชัยภูมิ หลังเกิดกรณีของปารีณา ที่มีการเกิดกระแสออกมาขอเรียกร้องถึงรัฐบาลในในปัจจุบันเป็นจำนวนมากว่า  ทำไมไม่มีความผิด และทำไมในส่วนชาวบ้านเกษตรกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายกันแต่ชาวบ้านตาดำๆก็ยังถูกจับดำเนินคดีหนักทั้งจำทั้งปรับ

ความคืบหน้าต่อกรณีที่มีกลุ่มตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ รวม 14 ราย ถูกสั่งดำเนินคดีเข้าไปบุกรุกทำกินในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติไทรมาตั้งแต่ปี 2560 จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาให้จำคุกกลุ่มชาวบ้านทั้ง 14 รายๆละไม่น้อยกว่า 4 เดือนและ ปรับรายละ 4 หมื่นบาท ชาวบ้านจึงได้พากันยื่นขออุทธรณ์สู้คดีวอนขอความเป็นธรรมมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน

เพื่อให้กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่อ้างว่าได้ทำกินมาก่อนมีการประกาศพื้นที่เขตอุทยานฯเข้ามาทับที่ทำกินชาวบ้าน มานานกว่า 2 ปี ซึ่งชาวบ้านก็มีหลังฐานทั้งการครอบครองเป็นทั้งพื้นที่ สปก. และมีหลักฐานการเสียภาษีดอกหญ้า ใบ ภ.บ.ท.5 ให้กับรัฐมาตลอด ไม่ต่างจากรณีปารีณาเช่นกัน

และหลังมีการประกาศเดินหน้านโยบายทวงคืนผืนป่าและประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง ทับที่ดินทำกินชาวบ้านที่ครั้งนี้ได้รับผลกระทบมากกว่า 170 ครอบครัว ซึ่งชาวบ้านส่วนหนึ่งเอง ที่เป็นเกษตรกรชาวบ้านในพื้นที่ต้องไม่มีที่ทำกินในครั้งนี้ไปด้วย และได้ตัดสินใจกลับเข้าไปปลูกไร่มันสำปะหลังในพื้นที่ กรณีพิพาทประกาศเขตอุทยานฯทับที่ดินทำกินครั้งนี้เกิดขึ้น

จนล่าสุดเมื่อ 15 พ.ค.62 ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิ ศาลอุทธรณ์ได้นัด 1 ใน 14 ชาวบ้านที่ถูกสั่งดำเนินคดีจำคุกของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปแล้ว ทั้ง 14 รายๆละไม่น้อยกว่า 4 เดือนและ ปรับรายละ 4 หมื่นบาท เพื่อมาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้กับน.ส.นิตยา ม่วงกลาง ชาวบ้านเกษตรปลูกไร่มันสำปะหลังในอ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นทั้งตัวแทนนักปกป้องสิทธิที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ด้านที่ดิน เป็นรายแรกและครั้งนี้เองศาลอุทธรณ์ก็ยังสั่งพิพากษาให้ยืนโทษจำคุก และปรับตามศาลชั้นต้นคงเดิม

ก่อนที่ได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล เพื่อขอยื่นฎีกา ขอสู้คดีขอความเป็นธรรมเป็นครั้งสุดท้ายที่ชั้นศาลฎีกาอีกครั้งต่อไป จนปัจจุบันหลังเกิดกรณีของปารีณา ที่ชาวบ้านทั้งหมดยังหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมต่อกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าจากรัฐบาลในครั้งนี้ด้วย

โดย น.ส.นิตยา ม่วงกลาง ซึ่งยังเป็นเกษตรกรในพื้นที่โดยตรงที่ได้รับผลกระทบร่วมกับชาวบ้านอ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ อีกทั้ง 14 รายในครั้งนี้ด้วยนั้น กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีหลักฐาน ทั้งใบ ภ.บ.ท.5 ที่มีสิทธิการเข้าอยู่ทำกิน ทำไร่ ทำสวนปลูกมันสำปะหลังเลี้ยงชีพมาก่อนมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง เข้ามาทับที่ดินทำกินเดิมของราษฎร จนมีการพากันเข้าไปปลูกไร่มันสำปะหลังตามเดิม จึงถูกจับดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติไทรทองดังกล่าวขึ้น

และกลุ่มตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ต่างเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้เร่งช่วยแก้ปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐในการทวงคืนผืนป่าประกาศเขตอุทยานฯทับที่ดินทำกินของราษฎรที่อยู่มาเก่าก่อนในครั้งนี้มาต่อเนื่องจนมาปัจจุบัน  ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก แผ้วถางในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จนถูกดำเนินคดีดังกล่าว จนศาลชั้นต้นจังหวัดชัยภูมิ และศาลอุทธรณ์ ที่ผ่านมาแล้ว 2 ศาล ก็มีคำสั่งพิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ 4 หมื่นบาท ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่อีกรวมทั้ง 14 ราย มาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา

และอยู่ระหว่างยื่นประกันตัวขอสู้คดีในชั้นศาลฏีกา ที่พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ ยื่นฟ้องคดีกระทำผิดตามพรบ.ป่าไม้ และพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาระหว่างที่กลุ่มชาวบ้านทั้งหมด 14 ราย ที่ถูกดำเนินคดีในครั้งนี้ต่างได้รับความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะมาช่วยสู้คดีจำนวนมาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาระหว่างถูกดำเนินคดีและต้องไปหาหยิบยืมหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายค่าเดินทางมาสู้คดีมาศาลเป็นจำนวนมาก

ซึ่งน.ส.นิตยา ฯ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ชาวบ้านทุกคน ที่ถูกดำเนินคดีและได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐก็ได้รับความลำบากเดือดร้อนตามมาอีกเป็นจำนวนมากด้วย จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการการแก้ไขปัญหาในจุดนี้ที่ยั่งยืนมากกว่านี้ด้วย เพราะคนที่ครอบครองที่ดินรัฐกว่า 1,700 ไร่ ไม่ผิด เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองว่าเกิดกรณี 2 มาตรฐานเกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย แต่ชาวบ้านที่มีที่ดินทำกินสืบทอดกันมาแต่รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายมีคนละไม่กี่ไร่ พอได้มีที่ดินทำกินประกอบอาชีพกับถูกไล่จับดำเนินคดีหนักทั้งจำทั้งปรับ แต่นายทุนคนครอบครองที่ดินจำนวนมากไม่มีใครดำเนินการอะไรเลย ซึ่งอยากฝากวิงวอนถึงรัฐบาลให้ความเป็นธรรมต่อกรณีที่เกิดขึ้นด้วย

ซึ่งหลังล่าสุดศาลอุทธรณ์ ได้มีคำสั่งยืนคำพิพากาษตามเดิม ยืนโทษตามศาลชั้นต้นอีกครั้งให้ น.ส.นิตยาฯ เป็นรายแรกมีโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 4 หมื่นตามเดิม น.ส.นิตยา กล่าวอีกว่า ก็ขอน้อมรับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งต่อไปก็เป็นขั้นตอนขอยื่นประกันตัว เพื่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาได้อีกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อขอความเป็นธรรมให้ถึงที่สุดตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดชัยภูมิ กดอ่านที่นี่

แสดงความคิดเห็น