สุดเวทนา ชายชราวัย 92 ปี ออกปากร้องขอคนช่วยเหลือ “เหลน”ทั้ง 6 ก่อนตัวตาย “ขอแค่ให้ได้เรียนหนังสือ”

นครศรีธรรมราช:ลุงให้ ชายชราวัย 92 ปี แบกภาระเลี้ยงดูเหลน 6 ชีวิตเพียงลำพังอย่างแร้นแค้น กำลังตกที่นั่งลำบาก หลังหลานสาวผู้เป็นมารดา กำลังหลักของครอบครัวเสียชีวิตลงจากการตรากตรำทำงานหาเงินหามรุ่งค่ำจนล้มป่วย ท้ายสุดไม่รอด ทิ้งภาระที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้ กับเบี้ยผู้สูงอายุเพียง 1 พันบาท/เดือน เลี้ยงทั้ง 7 ชีวิตที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ต่อไป “หวังเพียงให้เองได้ดีก่อนตาย” วอนขอคนใจดีมีเมตตาเหลียวหันมาช่วยเหลือวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ตำบลไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราชว่า มีชายชราอายุ 92 ปี เลี้ยงเหลน 6 คน มีสภาพแร้นแค้น อยู่บ้านเลขที่ 148 หมู่ 3 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช จึงขอความช่วยเหลือให้สื่อมวลชนประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนภายหลังทราบเรื่องจึงเดินทางลงไปตรวจสอบยังบ้านเลขที่ดังกล่าว พบว่าสภาพบ้านค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม ภายในบ้านมีอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากขาดการบำรุงรักษา พบเพียงนายให้ ขุนคณะ อายุ 92 ปี ชายชราผู้เป็นเจ้าของบ้านกับเหลนอีก 6 คน ประกอบด้วย นายนครินทร์ จิตร์เพ็ง บุตรชายคนโต อายุ 17 น.ส.จิราพร จิตร์เพ็ง อายุ 16 ปี ด.ญ.นรีรัตน์ จิตร์เพ็ง อายุ 10 ปี ด.ญ.กมลทิพย์ จิตร์เพ็ง อายุ 7 ปี ด.ญ.นริศรา จิตร์เพ็ง อายุ 3 ปี และ ด.ช.ณฐนกร ขุนคณะอายุ 1 ขวบ 10 เดือน ซึ่งเหลนทั้งหมดทุกคนกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนหนังสือ โดยเฉพาะเหลนชายคนเล็กกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตนายให้เล่าว่า ก่อนนี้ตนอาศัยอยู่กับหลานสาวผู้เป็นมารดาของเด็กๆทั้ง 6 คน คือนางอังสุมาลิน ขุนคณะในบ้านหลังนี้ ต่อมาหลานสาวได้เสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน ตนจึงต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูเหลนทั้ง 6 คน เพียงลำพัง กับเงินรายได้ 1 พันบาทจากสวัสดิการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนแก่ในแต่ละเดือน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกนั้นไม่มีรายได้อื่นใดเลย เนื่องจากสภาพร่างกายของตนก็ไม่ค่อยไหวแก่ชราลงมากซึ่งจะจากพวกเขาไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เป็นห่วงแต่ชะตาชีวิตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ตนรู้เพียงว่าวันนี้ตนจะต้องช่วยเหลือเหลนทั้ง 6 คนให้รอดชีวิตให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาช่วยเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องกับข้าวกับปลาอาหารการกินในบางมื้อที่บ้างก็อิ่ม บ้างก็อด ซึ่งตนเข้าใจว่ายุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนก็ลำบากเหมือนกัน ตนก็เลยให้หลานคนโตช่วยหุงหาอาหาร คนเล็กดูแลน้องๆ ส่วนหลานชายช่วงเลิกเรียนก็ไปหางานรับจ้างจากบ้านเพื่อนข้างเคียงวันละเล็กละน้อย เพื่อเป็นค่าอาหารไปโรงเรียน แต่มาช่วงระยะหลังนี้ผลจากความยากลำบากเริ่มเพิ่มมากขึ้น โดยได้ส่งผลกระทบไปถึงเรื่องการศึกษาของเด็กๆ เนื่องจากวันใดที่ตนเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เหลนก็ต้องคอยสลับกันไปเรียนกันคนละวัน ประกอบกับต้องคอยดูแลเหลนคนเล็กในช่วงที่ตนไม่สบาย นายให้กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนไม่รู้ว่าและหมดหนทางว่าทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างน้อยมีข้าวให้กินอิ่มในทุกมื้อ มีชุดนักเรียนให้ได้ใส่มีเงินค่าขนมให้ได้ติดตัวจนสามารถไปเรียนหนังสือได้ในทุกๆวัน ตนก็ได้แต่หวังและภาวนา อยากเห็นพวกเขาได้มีชีวิตที่ดีก่อนที่ตนจะจากไป แต่ตนคงไม่สามารถที่จะดูแลชีวิตอนาคตของเหลนทั้ง 6 คนให้ได้ดีไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ตนจึงอยากร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาช่วยเหลือดูแล และจัดการเรื่องเหลนทั้ง 6 คนของตนด้วย ให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อจนเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาทุกสิ่งบนโลกใบนี้ได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามตนต้องขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจจากพี่น้องชาวบ้านที่ให้การช่วยเหลือตนและเหลนๆมาอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นพวกเราทุกคนคงไม่ได้มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอนด.ญ.นรีรัตน์ กล่าวว่า ตนสงสารทวด บางวันตนแอบเห็นทวดนอนร้องไห้ และวันใดที่ทวดไม่สบายลุกเดินไม่ได้ ตนกับพี่สาวก็ต้องคอยสลับเปลี่ยนกันหุงหาอาหารดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ทั้งทวดและน้องคนเล็ก ไปโรงเรียนบางวันก็ไม่ได้กินข้าวเพราะต้องเก็บข้าวไว้ให้น้องกับทวดกินบางวันก็ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ต้องอยู่ดูแลน้องชีวิตของพวกหนูคงไม่มีอะไรลำบากไปกว่านี้อีกแล้ว นี่คือความลำบากของชีวิต หนูแค่สงสารทวดอยากให้ทวดได้อยู่สบายๆไม่ต้องตื่นเช้าไปหาซื้อกับข้าวมาให้พวกเรากิน อยากให้ทวดได้พักผ่อนทวดเหนื่อยกับพวกเรามามากแล้ว“มีป้าๆลุงๆ แถวบ้านเมตตา ซื้อข้าวสาร ไข่ มาให้พวกเรากินกัน วันใดที่พวกเราเติบโตเราจะไม่ลืมพระคุณญาติพี่น้องชาวไชยมนตรีทุกคนวันนี้หนูขอความกรุณาจากผู้มีจิตศรัทธาที่พอจะช่วยเหลือเกื้อกูลหนูได้บ้าง ช่วยหาหนทางช่วยเหลือพวกหนูกับทวดของหนูที หนูเห็นในข่าวมีหน่วยงานและองค์กรภาครัฐและเอกชนช่วยเหลือตรงนั้นตรงนี้ อยากให้พวกท่านเหลียวมามองครอบครัวของหนูบ้างสักนิดก็ยังดี หนูอยากเรียนหนังสือ หนูไม่อยากขาดเรียน หนูก็อยากมีชีวิตที่ดีเหมือนกับเด็กคนอื่นๆเหมือนกัน แต่หนูเลือกไม่ได้ หนูต้องยอมรับและพร้อมที่จะช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวทุกคนต่อไป”จากการสอบถามเพื่อนบ้าน ทราบว่านายให้ หรือ ตาทวดให้ หรือ ตาให้ ลุงให้ ที่ชาวบ้านทุกคนในพื้นที่ ต.ไชยมนตรี รู้จักดีและให้ความเคารพนับถือ อย่างมาก เนื่องจากตลอดมานายให้กับภรรยาคู่ชีวิต มักจะถูกเชื้อเชิญให้ไปเป็นประธานหรือคู่พิธีตามงานมงคลต่างๆ ด้วยความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมา ไม่ว่าบ้านใครจะยกเสาเอกขึ้นบ้านใหม่ หรือมีงานแต่งมงคลสมรสที่ใด รวมถึงงานประเพณีต่างๆ ที่จะต้องถือเคล็ดฤกษ์ยามเพื่อความเป็นสิริมงคล ก็จะต้องมีทั้งสองซึ่งเป็นแขกคนสำคัญอยู่ด้วย เนื่องด้วยชื่อของทั้ง 2 นายให้และนางช่วย และด้วยน้ำใจไมตรีที่ทั้ง 2 เคยมีให้กับชาวบ้านทุกคนก่อนที่นางช่วยจะลาจากนายให้ไปถาวร จนได้กลายเป็นที่รักเชิดชูของเหล่าลูกหลานชาวบ้านทุกคนตลอดมานายให้ เดิมทีมีอาชีพเป็นเกษตรกรชาวสวน และยังมีฝีมือเลื่องชื่อในการเพาะปลูก ต้นใบยาสูบ ที่ได้คุณภาพ รสชาติดี ที่ใครได้ลิ้มลองมักจะติดใจ ไม่ได้ปลูกไว้เพื่อขาย แต่ปลูกไว้เพื่อสูบเองชาวบ้านที่เคยติดใจก็มักจะขออยู่เรื่อยๆ นายให้ก็จะมอบให้ไปในทุกๆ ครั้ง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้รับก็มักจะตอบแทนน้ำใจด้วยการมอบเงินให้ไว้เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งเงินที่ได้นั้นนายให้ก็จะนำไปใช้จ่ายช่วยเหลือจุนเจือคนในครอบครัว แต่เนื่องด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ความชราภาพก็ค่อยๆ เข้ามาเยือน ร่างกายที่เคยแข็งแรง จากที่เคยถีบรถถีบ (รถจักรยาน) ออกมาพบปะพูดคุยกับผู้คนตามร้านน้ำชาในทุกเช้าเย็นได้ กลายเป็นอ่อนแอลงจนไม่สามารถถีบรถถีบได้อีกเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายให้ก็ต้องหยุดทุกการทำหน้าที่ รสชาติที่ดีของ ยาเส้นจากต้นใบยาสูบก็หมดไปประกอบกับช่วงจังหวะสถานการณ์ความเข้มงวดในข้อกฎหมายการควบคุมการขึ้นทะเบียนการ”เสียภาษี”สำหรับผู้ปลูกหรือผู้ผลิตใบยาสูบในช่วงที่ผ่านมา นายให้จึงหันหลังให้กับการเพาะปลูกต้นใบยาสูบที่มีคุณภาพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รายได้เสริมเล็กน้อยส่วนนั้นที่เคยได้นำมาใช้จ่ายจุนเจือครอบครัวก็หมดลงตามสำหรับในวันนี้ตัวแทนจากชาวบ้านในพื้นที่ ที่เคารพรักนับถือในคุณงามความดีของคุณตาทวดให้ ได้มาร่วมกันแสดงน้ำใจในการยื่นมิตรไมตรีเข้าช่วยเหลือตามสรรพกําลังของแต่ละคนที่พอจะช่วยเหลือได้ โดยนำสิ่งของที่จำเป็นและปัจจัยมาส่งมอบให้เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยมีตัวแทนจากชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้ามอบ นำโดยนายสวัสดิ์ นางปฏิมา แนมใส นางจรีพร สุจิวรรณ นางเบญญาภา คุณารักษ์ นายวิมลศักดิ์ นาควารี พ.ต.ต.สากล หวานชู ตัวแทนกลุ่มเพื่อนๆ ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดท้าวราษฎร์สงเคราะห์ รุ่น 33 เป็นต้น ภายหลังจากที่ทุกคนได้พร้อมใจร่วมกันสละทุนทรัพย์ส่วนตัวคนละเล็กละน้อยลงขันสมทบทุนเพื่อนำไปจัดหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพ โดยเฉพาะเครื่องอุปโภคบริโภคข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงเงินปัจจัยจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว และเก็บไว้ใช้เป็นทุนทางการศึกษาให้กับเด็กๆ ทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ โดยนำมามอบให้กับนายให้ นอกจากนี้พลังสมาชิกจากชาวบ้านในพื้นที่ ม.3 ต.ไชยมนตรี ในฐานะองค์กร”กลุ่มก่อการดีคนไชยมนตรีรักษ์บ้านเกิด” นำโดย จ.ส.อ สุรัตน์ พาระพัฒน์ ปธ.กลุ่ม พร้อมสมาชิก ร่วมกับตัวแทนจากกลุ่ม”ศิษย์เก่า ร.ร.วัดหนองบัว” ได้พร้อมใจกันเข้ามาพัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความสะดวก สะอาดปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น รวมถึงซ่อมแซมอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านที่ชำรุดเสียหายให้สามารถกลับมามีสภาพที่พร้อมใช้งานได้ดังเดิม อาทิเครื่องใช้ไฟฟ้า ท่อประปา ราวสำหรับตากผ้า แสงสว่างในพื้นที่ เป็นต้นสำหรับผู้มีจิตศรัทธาสนใจช่วยเหลือสามารถโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี นางสาวจิราพร จิตร์เพ็ง เลขที่บัญชี 816-0-85716-0 เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเหลนทั้ง 6 คนของนายให้ต่อไป

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดนครศรีธรรมราช กดอ่านที่นี่