สุดทึ่งป่าสมบูรณ์ผืนสุดท้ายลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่กรุงเก่า

พระนครศรีอยุธยา-ท้องถิ่นเสนอจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เตรียมผลักดันป่าผืนสุดท้ายแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นเป็นสวนพฤษกศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ธรรมชาติ พบวัดร้าง พระจมดินเพียบ

เช้าวันที่ 16 พ.ย. นายชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีตำบลบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ สันธินาค ประธานเครือข่าย ทสม.อาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติหมู่บ้าน นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย นายมงคล แสงจักร ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมคณะเดินทางไปสำรวจป่าบริเวณ หมู่ 1 ต.บางชะนี อ.บางบาล ซึ่งได้มีการสำรวจพบว่าเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์แหล่งสุดท้ายในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

การเดินทางจากตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาไปยังวัดจุฬามณี ข้ามสะพานจุฬามณีซึ่งเป็นสะพานที่มีความยาว 1 ก.ม. จะพบผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะต้นยางนาที่มีความสูงกว่า 20 เมตร อายุไม่น้อยกว่า 150 ปี อีกทั้งยังมีนกนานาชนิด จำนวนมาก ที่สำคัญคือมีวัดร้างอยู่กลางป่า สภาพที่หลงเหลือเป็นลักษณะคล้ายวิหารขนาดเล็ก หรือกุฎิสร้างด้วยอิฐที่ใช้เปลือกหอยในการประสานมวลอิฐ ซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดินเข้าไปบรรยากาศไม่แตกต่างจากป่าในเขาใหญ่หรือป่าทั่วไป

นายชูเกียรติ เปิดเผยว่า ป่าแห่งนี้น่าจะมีอายุนับร้อยปี มีพื้นที่ 18 ไร่ หลังจากที่ข้าศึกเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาแล้ว วัดเหล่านี้กลายเป็นวัดร้าง ความเจริญรุ่งเรืองหมดไป ธรรมชาติก็กลับเข้ามายึดครอง ซึ่งจากการสำรวจของ ปตท. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าป่าแห่งนี้เป็นป่าที่สมบูรณ์แหล่งสุดท้ายในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ติดแม่น้ำ ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ทางเทศบาลตำบลบางบาลจึงได้ทำโครงการเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2561 เพื่อขอดำเนินโครงการสวนพฤกษศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพรรณไม้นานาชนิด ที่อยู่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะต้นไม้ที่หายาก เช่น สะแก ยางนา ชำมะเรียง หว้า หวาย ไผ่หลายพันธุ์ ข่อย เต่ารั้ง มันนก  ตลอดจนการทางขยายพันธุ์เพื่อให้มีปริมาณมากขึ้นเพื่อการศึกษา และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นสถานที่ออกกำลังกายของประชาชนและเยาวชนที่เข้ามาเดินชมธรรมชาติ โดยบริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แบ่งออกเป็น 3 แปลง คือวัดใหม่ ซึ่งเป็นวัดร้าง มีเนื้อที่ 5 ไร่ วัดท่า ซึ่งก็เป็นวัดร้างเช่นกัน เนื้อที่ 5 ไร่ และวัดท่าเหยี่ยว ประมาณ 9 ไร่ ซึ่งเป็นวัดร้างเช่นกัน ยังคงหลงเหลือซากให้เห็น นอกจากนี้บริเวณดังกล่าว ยังมีชาวบ้านพบพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่จำนวนมาก จมดินอยู่ยังไม่มีการขุดขึ้นมา ซึ่งจะดำเนินการหลังจากได้รับความเห็นชอบจากทางจังหวัด

นายชูเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่าก่อนหน้านี้ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะมีการเจาะเผาเอายางจากต้นยางนา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ทางจังหวัดฯสั่งระงับ ซึ่งต้นยางนาเหล่านี้มีอายุนับร้อยปี อีกทั้งยังมีนกเหยี่ยวซึ่งเป็นนกที่มีมานานสมัยกรุงศรีอยุธยาบินมาทุกปี บริเวณวัดท่าเหยี่ยว โดยมีโครงการที่จะทำสกายวอล์คทอดยาวไปตามต้นไม้สูง เพื่อดูธรรมชาติด้วย

นายสมศักดิ์ กล่าวว่าจากการเดินสำรวจพบว่าป่าแห่งนี้มีความสมบูรณ์จริง และมีพันธุ์ไม้หายากมากหลายชนิด ซึ่งหากมีการพัฒนาโดยรักษาสภาพเดิมไว้ เป็นแหล่งเรียนรู้ได้จริง ยังเกิดประโยชน์มาก ซึ่งบรรยากาศสามารถมาพักแรมเป็นค่ายลูกเสือ ตั้งแค้มป์ และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สำคัญขณะนี้มีชาวบ้านมาเก็บใบไม้จากต้นก้ามปู เก็บของป่า สมุนไพรจากป่าไปใช้ ซึ่งถือเป็นผลผลิตจากป่าที่สมบูรณ์แห่งนี้ ซึ่งขณะนี้ทางชุมชนและเทศบาลมีการจัดให้มีการดูแลบ้างแล้ว หากจะเข้ามาเดินชมตอนนี้ก็ทำได้ แต่ก็ต้องได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการใช้ประโชน์ต่อไป

อ่านข่าวอื่นๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กดอ่านที่นี่